Our Founder
นักบุญหลุยส์ มารี
นักบุญหลุยส์ มารีย์ เดอ มงฟอร์ต
และแนวคิดของเบรูล
สรุปชีวประวัตินักบุญหลุยส์
คณะเซนต์คาเบรียล
Music Room
About St.Montfort in Forum
สรุปชีวประวัตินักบุญหลุยส์ มารี เดอ มงฟอร์ต

หมู่บ้านมงฟอร์ตซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวบรีตอง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองแรนน์มาประมาณ 13 ไมล์นั้น มีความสำคัญต่อชีวประวัติของหลุยส์ มารี กรีญอง แต่ความสำคัญนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับการที่ท่านถือกำเนิดมาในหมู่บ้านนี้เมื่อวันที่ 31 มกราคม 1673 ที่ท่านเชื่อมโยงชื่อของท่านกับหมู่บ้านนี้ก็เนื่องเพราะท่านได้รับศีลล้างบาปสู่พระคริสต์ที่นี่ ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง ในฐานะที่เป็นนักเทศน์พเนจร ท่านชอบที่จะตัดนามสกุลของตนคือกรีญองทิ้งไป และเป็นที่รู้จักแต่เพียงในนามของคุณพ่อจากหมู่บ้านมงฟอร์ต ท่านเน้นถึงศีลล้างบาปและผลในเชิงปฏิบัติด้วยการอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงแด่องค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากาย ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของมุมมองที่เป็นจริงของท่าน

 

ท่านพำนักอยู่ที่หมู่บ้านมงฟอร์ตช่วงระยะสั้นๆ ไม่เกินสองปีแรกในช่วงชีวิตสั้นๆ เพียง 43 ปีของท่านเท่านั้น สำหรับวัยเด็กนั้นท่านอยู่ที่บ้านซึ่งปลูกบนผืนนาของครอบครัวที่ชื่อบัว-มาเค่ร์ ในเขตเมืองอิฟฟังดิก โดยห่างจากบ้านเกิดของท่านไปเพียง 2 – 3 ไมล์เท่านั้น ท่านเป็นลูกคนที่สองในจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในทารกจำนวนน้อยที่มีชีวิตยืนยาวมาจนถึงวัยผู้ใหญ่

 

บิดาของท่านซึ่งกฎหมายรับรองให้ลงชื่อรับรองเอกสารได้นั้นเป็นคนใจร้อน แม่ของท่านเป็นคนศรัทธามาก ตระกูลกรีญองมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้างแต่ไม่ถึงขั้นร่ำรวยและมิได้อยู่ในระดับชนชั้นสูง หลุยส์เกิดมาในครอบครัวที่เชื่อถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ในเขตของประเทศฝรั่งเศสที่รู้จักกันดีว่าดำเนินชีวิตคริสตชนกันอย่างจริงจัง

 

ช่วงเรียนหนังสือในวิทยาลัย
เมื่ออายุได้ 11 ปี ท่านก็เดินทางไปอย่าที่เมืองแรนน์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นบริตานีเพื่อเข้าเรียนที่วิทยาลัยของนักบวชคณะเยซูอิตชื่อเซนต์โทมัส เบกเก็ต วิทยาลัยนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง จึงมีนักเรียนเรียนอยู่ประมาณสองพันคน ที่วิทยาลัยนี้เองที่มงฟอร์ตได้พบเพื่อนสนิท โดยเฉพาะกับนักเรียนร่วมชั้น 2 คนคือ โกลด ปูลาส แด พลาส ผู้ก่อตั้งคนแรกของบาทหลวงคณะพระจิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับญาง บัปติส แบลงผู้กลายเป็นเพื่อนสนิทของนักบุญญาง บัปติส เดอ ลา ซาล ผู้ก่อตั้งภราดาคณะเดอ ลา ซาล

 

น้าชายของหลุยส์ มารีย์ เป็นพระสงฆ์ประจำโบสถ์แซงต์ซาเวียที่เมืองแรนน์ ได้กลายเป็นผู้ที่หลุยส์ไว้วางใจเป็นที่สุด หลังจากเรียนที่วิทยาลัยนี้ได้ 2 ปี ครอบครัวของเขาก็ย้ายตามมาอยู่ในเมืองแรนน์ โดยกลับไปพักที่บ้านชนบทในเมืองอิฟฟังดิกช่วงฤดูร้อน บรรดาครูต่างลงความเห็นว่านักเรียนหนุ่มจากหมู่บ้านมงฟอร์ตที่ไม่สลักสำคัญอะไรผู้นี้เป็นเด็กฉลาด ไฝ่รู้ ศรัทธาในศาสนามาก มีหัวทางด้านศิลปะ แต่ติดจะขี้อายอยู่บ้าง บรรดาครูและผู้แนะนำฝ่ายจิตที่เป็นนักบวชเยซูอิตของท่านกลายเป็นมิตรของท่านไปจนตลอดชีวิต บ้านพักของนักบวชคณะนี้ซึ่งตั้งยู่ทั่วไปทางฝรั่งเศสตะวันตกจะเป็นที่พักพิงในยามยากของท่าน โดยเป็นที่ซึ่งท่านจะได้รับแรงสนับสนุน พักผ่อนและฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิตของท่าน

 

ด้วยการแนะแนวของนักบวชคณะเยซูอิตทำให้กระแสเรียกสู่ชีวิตพระสงฆ์ของหลุยส์สุกงอมขึ้นมา ท่านบอกเองว่า ท่านตัดสินใจเข้าเป็นสงฆ์ที่สักการสถานพระนางมารีย์ในโบสถ์ของนักบวชคณะคาแมลไลท์ที่เมืองแรนน์ ต้องขอบคุณเป็นพิเศษต่อผู้แนะแนวเยซูอิตต่างๆ และผู้ที่ดูแลชมรมแม่พระของวิทยาลัย ที่ได้เพาะบ่มศรัทธาอันมั่นคงต่อพระมารดาของพระเจ้าขึ้นมาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตจิตของท่าน

 

กรุงปารีส
หลังจากเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเยซูอิตที่เมืองแรนน์ได้ 8 ปี หลุยส์ มารีย์ตัดสินใจมาเรียนต่อสาขาเทววิทยาที่แซงต์ ซูลปีสในกรุงปารีส เพราะได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างไม่คาดฝัน เมื่ออายุได้ 19 ปี ฉากใหม่ของชีวิตท่านก็เริ่มต้นเปิดออกมา ชายหนุ่มอำลาครอบครัวและบรรดามิตรสหายที่สะพานแซสซองนอกเมืองแรนน์ เหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์อันมีความหมายลึกซึ้ง เมื่อได้สละทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ท่านก็ข้ามสะพานแซสซองสู่ชีวิตใหม่ของการวางใจอย่างสมบูรณ์ต่อพระญาณสอดส่อง ท่านเชื่อมั่นที่สุดว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดาผู้เอ็นดูรักใคร่ที่สุดต่อท่าน ท่านจึงมอบเงินติดตัว สัมภาระและถึงขั้นแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่กับเสื้อผ้าของขอทานคนหนึ่ง ด้วยความละวางอย่างที่สุดท่านแสดงออกอย่างยินดีและเป็นอิสระถึงความปรารถนาลึกๆ ที่จะมีประสบการณ์ถึงข้อเรียกร้องอย่างถึงแก่นจากพระวรสาร ท่านเดินเท้าไปกรุงปารีสโดยขออาหารและที่พักไปตามทาง และมาถึงกรุงปารีสด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นแบบวณิพกพเนจร บทเพลงบทหนึ่งในบทเพลงจำนวนมากมายที่ท่านได้แต่งไว้แสดงออกถึงความสุขอันดื่มด่ำ แม้ต้องจากครอบครัวและบ้าน แสดงถึงการวางใจในพระญาณสอดส่องว่า

 

พระองค์คือบิดาที่แสนดีของข้าพเจ้า
เยซูผู้เป็นพระผู้ไถ่อันแสนดีของข้าพเจ้า
มารีย์ มารดาผู้ดียิ่งของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะยินดีมากไปกว่านี้ได้อย่างไรกัน


ท่านเริ่มพบอิสรภาพจากการยอมจำนนอย่างศิโรราบและรับผิดชอบต่อความรักของพระเจ้า องค์ปัญญานิรันดร์ผู้รับเอากาย นั่นคือเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้า

 

ที่กรุงปารีส ท่านพำนักอยู่กับหมู่คณะสามเณรยากจนที่เชื่อมโยงอยู่กับบ้านเณรใหญ่ซึ่งดูแลโดยบรรดาพระสงฆ์ในเขตวัดแซงต์ ซูลปีส สองปีแรกนั้นท่านเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยซอบอนน์ อย่างไรก็ตาม ท่านเรียนเทววิทยากับบรรดาอาจารย์คณะซูลปีสเองในช่วงอีกหกปีต่อมา เช่นเดียวกับนักบวชคณะเยซูอิต บรรดาอาจารย์ของนักบวชคณะนี้พบว่า นักศึกษาผู้นี้มีพรสวรรค์ มีศรัทธาอันลึกล้ำ ไฝ่รู้อย่างขะมักขเม้น ศรัทธาในองค์พระแม่มารีย์มาก จุดอ่อนอันชัดเจนของท่านคือ แสดงความรักในเชิงปฏิบัติต่อคนยากจน มีความปรารถนาที่จะรับใช้ผู้ที่สังคมกรุงปารีสทอดทิ้ง ตั้งอกตั้งใจดำเนินชีวิตตามแนวพระวรสารด้วยการอยู่เคียงข้างบรรดาผู้ที่ถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวที่สุด

 

ตลอดชีวิตของท่านโดยเฉพาะช่วงที่เป็นสามเณรใหญ่ ท่านเป็นนักอ่านตัวยงและชื่นชอบงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดแซงต์ ซูลปีสมากที่สุด ตอนเป็นพระสงฆ์ใหม่ๆ ท่านกล้ากล่าวว่า “หลังจากได้อ่านหนังสือเกือบทุกเล่มเกี่ยวกับความศรัทธาต่อพระแม่ และหลังจากได้สนทนาอย่างสนิทสนมกับบรรดาผู้ที่ดีและฉลาดที่สุดในยุคนี้แล้ว...” ท่านไม่เพียงศึกษาหนังสือต่างๆ ตามประเพณีของสามเณรใหญ่ โดยเฉพาะคำอธิบายต่างๆ ต่องานเขียนของนักบุญโทมัส อไควนัสเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้อย่างละเอียดในผลงานเขียนด้านวิถีชีวิตจิตของนักบุญเบอร์นาร์ด แคลโวส์, โอลิเอร์( ผู่ก่อตั้งสงฆ์คณะแซงต์ ซูลปีส), วินเซนต์ เดอร์ ปอล, โบดอง, ปัวเร, คองดรัง, เดอ แบรูล, ฟรังซิส เดอ ซาล, ยอห์น ยูดส์, ดาจังตัง, วินเซนต์ แฟเรอร์, อาแลง เดอ ลา โรช และอีกหลายๆ ท่าน บรรดาผู้เขียนเหล่านี้นำให้ท่านได้สัมผัสกับข้อเขียนของบรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักร แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นท่านยึดมั่นในพระคัมภีร์ ท่านมีพระคัมภีร์ติดตัวอยู่เสมอ บทเทศน์และงานเขียนของท่านดารดาษไปด้วยข้อความจากพระคัมภีร์ ซึ่งปกติแล้วตีความตามการอธิบายฝ่ายจิตในยุคสมัยนั้น

 

เป้าหมายของท่านกระชับมากยิ่งขึ้นคือ เป็นธรรมทูตของคนยากจน อาจเป็นในประเทศฝรั่งเศสหรือต่างประเทศก็ได้ ท่านใฝ่ฝันที่จะประกาศข่าวดีด้านความรักของพระเจ้าต่อผู้ที่สังคมทอดทิ้ง เพื่อบอกพวกเขาถึงความรักของพระคริสต์และการดูแลแบบมารดาของพระนางมารีย์ ไม่กี่ปีหลังการบวชเป็นสงฆ์ ท่านเขียนจดหมายไปถึงผู้ให้คำแนะนำฝ่ายจิตของท่านว่า “กระผมได้มุ่งหวัง,,, ที่จะฝึกฝนตนเองเพื่องานเทศน์มิชชั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสอนคำสอนต่อคนยากจน...ผมรู้สึกได้ถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อทำให้ผู้คนรักพระคริสต์และพระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ และพเนจรไปอย่างเรียบง่ายและยากจน สอนคำสอนให้กับคนยากจนในชนบท”

 

ทำพิธีมิสซาครั้งแรก
ที่พระแท่นของพระแม่ในโบสถ์ของเขตวัดแซงต์ซูลปีส คุณพ่อหลุยส์ มารีย์ กรีญองประกอบพิธีมิสซาครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 1700 จากอายุ ๑๑ ปี ที่สุดท่านก็สำเร็จการศึกษาในระบบ ๑๖ ปี และบรรลุสู่เป้าหมายของท่าน

 

มงฟอร์ตทำงานด้านสงฆ์นานเพียง ๑๖ ปีเท่านั้น หลังจากใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ปีกับกลุ่มเทศน์มิชชั่นกลุ่มต่างๆ ที่เทศสอนเพื่อฟื้นฟูจิตใจในเขตวัด และการดูแลผู้ยากไร้ที่บ้านคนยากจนในเมื่อปัวเตียร์ (ท่านได้เริ่มก่อตั้งนักบวชคณะสตรีคือ คณะธิดาปรีชาญาณขึ้นร่วมกับมารีย์ หลุยส์ ทรีเช่) รวมทั้งการรับใช้คนยากจนที่เจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลทั่วไปของกรุงปารีสแล้ว คุณพ่อหลุยส์ มารีย์ก็ยังไม่รู้สึกว่าเข้ารูปเข้ารอย ท่านพบว่าเป็นเรื่องลำบากมากที่จะค้นหาวิธีการเพื่อนำสิ่งที่ท่านมั่นใจว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้รับใช้คนยากจนและเข้ากับพวกเขาให้ได้

 

ทางออกของท่านนั้นเรียบง่าย สงฆ์หนุ่มซึ่งไม่เป็นที่รู้จักผู้นี้จากภาคตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสจะไปขอคำแนะนำจากองค์พระสันตะปาปา แล้วท่านก็ออกเดินเท้าจากเมืองปัวเตียร์ ขออาหารและที่พักตามหนทางอย่างยากเข็ญและเต็มไปด้วยอันตรายมุ่งสู่กรุงโรม เมื่อมองเห็นอาสนวิหารนักบุญเปโตร ท่านถอดรองเท้าสานออกและเดินเท้าเปล่าไปคารวะหลุมศพนักบุญเปโตร ในเดือนมิถุนายน 1706 มงฟอร์ตก็ได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาเคลเมนท์ที่ ๑๑ ท่านเปิดใจอธิบายต่อองค์ผู้แทนของพระคริสต์ แปลกที่องค์พระสันตะปาปาทรงเห็นอย่างชัดเจนถึงพระพรพิเศษในตัวสงฆ์หนุ่มคนนี้ พระองค์ปฏิเสธข้อเสนอของหลุยส์ มารีย์ที่จะไปประกาศพระวรสารในแถบป่าเถื่อนของคานาดาหรือในแถบตะวันออกไกล แต่พระสันตะปาปากลับแต่งตั้งท่านเป็นธรรมทูตแบบอัครสาวก บอกให้ท่านกลับไปยังประเทศเดิมของท่าน และรื้อฟื้นพระศาสนจักรที่นั่นด้วยการประกาศถึงสัญญาศีลล้างบาปที่กระทำต่อองค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากาย คือพระเยซู บุตรของพระนางมารีย์ สำหรับสงฆ์จากหมู่บ้านมงฟอร์ตคนนี้แล้ว นี่คือตราประทับรับรองต่อกระแสเรียกของท่าน รวมไปถึงเนื้อหาและวิธีการประกาศพระวาจาของพระเจ้าด้วย

 

ท่านเดินเท้ากลับมาที่เมืองปัวเตียร์ ใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของท่านจัดการเทศน์มิชชั่นและเข้าเงียบตามหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ทั่วเขตตะวันตกของประเทศฝรั่งเศสรวมทั้งสิ้นประมาณ ๒๐๐ ครั้ง ประกาศถึงพระวรสารเรื่องความรักของพระเจ้าด้วยพลังที่เปี่ยมไปด้วยพระจิต
เกือบสามร้อยปีต่อมา ในปัจจุบันหลายเขตวัดที่คุณพ่อมงฟอร์ตได้ไปเทศน์สอนก็ยังคงถือกันว่าการที่ท่านมาเยือนเมืองของตนนั้นเป็นจุดเปลี่ยนทางความเชื่อของเขตนั้นๆ การประกาศความรักของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ ล้ำสมัย ดึงดูดจิตใจผู้คนเหล่านั้น ผู้คนต่างยอมรับฟังไม่ว่าจะเป็นในโบสถ์ อารามฤษี ค่ายทหาร บ้านคนยากจน ศาลากลางของเมืองและแม้แต่ในบ้านโสเภณีต่างๆ การเทศน์สอนของท่านเป็นที่ชื่นชมของผู้คนมากมาย แต่ก็เป็นที่ขุ่นเคืองและโกรธแค้นกับบางคนด้วย

 

ท่านนักเทศน์พเนจร
การดำเนินชีวิตของมงฟอร์ตแบบนักเทศน์ที่ยากจน พเนจร มีสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้น (พระคัมภีร์ หนังสือทำวัตร สมุดบันทึก) ในย่ามที่ห้อยไว้บนบ่าแบบนี้ถือกันว่าไม่สมศักดิ์ศรีสงฆ์ มีหลายหนที่ผู้ใหญ่ทางศาสนาห้ามท่านเทศน์สอนในสังฆมณฑลนี้หรือสังฆมณฑลนั้น ด้วยความนบนอบเสมอ มงฟอร์ตจะออกเดินทางต่อไป

 

ด้วยความเกลียดชังต่อการเกรงคนอื่นจะติเตียนเป็นที่สุด นักบุญหลุยส์ มารีย์จึงทำตนเหมือนคนยากจนและยินดีเป็นล้นพ้นเมื่อได้รับใช้พวกเขาด้วยพระวาจาของพระเจ้า และด้วยความช่วยเหลือทางวัตถุตามแต่จะหาได้ ตัวอย่างเฉพาะของกิจกรรมของท่านมาจากเรื่องราวที่มีบันทึกเอาไว้ ซึ่งคงเป็นกิจกรรมคล้ายๆ กันหาลายครั้งที่ท่านได้กระทำ เมื่อท่านธรรมทูตอุ้มคนขอทานโรคเรื้อนที่ใกล้สิ้นใจนอนซมอยู่บนถนนสายต่างๆ ในเมืองดินัง แบกไปที่บ้านนักบวชใกล้เคียง และตะโกนบอกคนเปิดปิดประตูว่า “โปรดเปิดรับพระคริสตเยซู” นอกจากนี้บรรดาคนยากจนถึงขั้นเรี่ยไรเงินเพื่อซื้อเสื้อกันหนาวให้สงฆ์ท่านนี้โดยพวกเขาเรียกท่านกันอย่างเต็มภาคภูมิว่า “พวกเราคนหนึ่ง”

 

คนส่วนมากแล้วมองคุณพ่อหลุยส์ มารีย์ว่าเป็นคุณพ่อที่แสนดีจากมงฟอร์ต บางครั้งก็เรียกท่านกันว่าคุณพ่อที่มีสายประคำเส้นโต เพราะโดยทั่วไปแล้วท่านจะมีสายประคำเส้นยาวผูกไว้ที่เข็มขัดคล้ายเชือกของเสื้อหล่อ สำหรับบางคนแล้วท่านคือศัตรู การเทศน์ของท่านซึ่งหลั่งมาจากประสบการณ์ที่ท่านมีต่อความรักของพระเจ้าและความเอ็นดูดุจมารดาของพระแม่มารีย์นั้น ดึงดูดผู้คนจำนวนนับพันให้หันกลับมาหาความเชื่อ ในยุคของลัทธิเจนเซ่นซึ่งเน้นอย่างดุดันถึงความห่างไกลระหว่างพระเจ้าและผู้คนนั้น ท่านถึงขั้นแนะนำให้รับศีลมหาสนิททุกวัน มีศรัทธาอันอ่อนหวานต่อองค์มารดาพระเจ้า ดำเนินชีวิตที่ละวางอย่างสิ้นเชิงตามสัญญาศีลล้างบาปต่อองค์พระเยซูในพระแม่มารีย์

 

เนื่องจากรูปแบบและเนื้อหาของการเทศน์สอนของท่าน จึงมีหลายๆ คนมองว่า ท่านประกาศกในแนวเอลียาผู้นี้อย่างน้อยก็เป็นคนแปลกๆ ที่เข้ากับสังคมไม่ได้ ท่านจึงถูกวางยาพิษ ซึ่งแม้จะไม่ถึงตายก็ทำให้สุขภาพของท่านย่ำแย่ลงอย่างรวดเร็ว มีการพยายามเอาชีวิตท่านในแบบอื่นด้วย แต่ก็ไม่อาจกีดกันมงฟอร์ตได้ นักบวชคณะเยซูอิต คณะแซงต์ ซูลปีส คณะโดมินิกัน (ซึ่งท่านเป็นสมาชิกขั้นที่สามในปี 1710) จะคอยสนับสนุนท่านเสมอ ท่านมีประสบการณ์ลึกๆ ว่าทั้งชีวิตของท่านนั้นอยู่ในพระหัตถ์อันรักใคร่ของพระเยซู หรือในคำที่ท่านกล่าวเองว่า ท่านคือ “ทาสผู้น่ารักของพระคริสต์ในพระแม่มารีย์” โดยเข้าใจถึงความหมายของคำว่าทาสตามความหมายในพระคัมภีร์ใหม่ว่า คือการขึ้นอยู่กับพระเจ้าด้วยความรักอย่างสิ้นเชิงดังที่พระนางมารีย์ทรงเรียกพระนางเองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า (ลก. 1:38) และเช่นนักบุญเปาโลที่มองตัวท่านเองว่าเป็นผู้รับใช้ของพระคริสตเยซู (รม. 1:1)

 

ชีวิตของท่านนั้นลึกซึ้งในพระคริสต์จนท่านไม่ปรารถนา “ความสำเร็จ” หรือใฝ่ฝันหาประสบการณ์ชีวิตสนิทกับพระเจ้าในรูปแบบใดอีก ไม่อยากมีชื่อเสียง ท่านปรารถนาเพียงสิ่งเดียวคือเป็นเสมือนขลุ่ยซึ่งองค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากายจะทรงเป่าออกมาเป็นทำนองเพลงอันไพเราะ ตามแต่พระประสงค์ของพระจิต ด้วยการดำเนินชีวิตที่ถวายตัวอย่างร้อนรนและรับผิดชอบต่อองค์ปัญญาทรงรับเอากายในพระแม่มารีย์นี้ ท่านได้พบสันติและพลังที่จะแบ่งปันพระวรสารกับทุกๆ คนที่ท่านได้พบปะ

 

ยอมรับความผิดหวัง
ความมีน้ำใจของมงฟอร์ตแบบนี้นั้น ปรากฎออกมาเด่นชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เรียกกันว่าเหตุการณ์ที่ปองชาโต หลังจากได้เทศน์มิชชั่นในหมู่บ้านปองชาโตเสร็จแล้ว ท่านธรรมทูตจึงทำให้ความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนนับจำนวนพัน ท่านสร้างเนินซึ่งบนเนินท่านสร้างกัลวารีโอขนาดเท่าของจริงขึ้นมาเพื่อให้เป็นสถานที่แสวงบุญอย่างถาวร กิจการนี้ใช้เวลากว่าหนึ่งปีจึงแล้วเสร็จ แต่ก่อนกำหนดการเสกเพียง ๒ – ๓ วันเท่านั้น พระสังฆราชก็มีคำสั่งว่าห้ามเสกเนินกัลวารีโอนี้และให้ทลายลงให้หมด มงฟอร์ตรีบเดินไปที่สำนักพระสังฆราชเพื่อขอคำอธิบาย แต่ทำอะไรไม่ได้เลย อีกครั้งหนึ่งซึ่งผู้ที่กีดกันท่านเอาชนะใจพระสังฆราชได้ มีการกล่าวกันว่าคำสั่งนี้มาจากเจ้าหน้าที่สูงสุดจากสำนักพระราชวังในกรุงปารีสผู้ได้รับข้อมูลมาว่า

 

ท่านธรรมทูตจะใช้เนินกัลวารีโอที่ปองชาโตเพื่อส่งสัญญาณให้ศัตรูคือพวกอังกฤษ คุณพ่อจากหมู่บ้านมงฟอร์ตบอกผู้คนจำนวนนับพันที่มารอการเสกเรียบๆ เพียงว่า “เราหวังจะสร้างเนินกัลวารีโอขึ้นที่นี่ ให้เราสร้างเนินนี้ขึ้นในใจเราแทน” คุณพ่อเดอ มงฟอร์ตยอมรับคำตัดสินนี้ได้อย่างสงบแบบไม่น่าเชื่อ โดยรู้ดีว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการอันลี้ลับของพระญาณสอดส่อง
ท่านธรรมทูตผู้เรียบง่ายกลายเป็นผู้มีชีวิตสนิทกับพระเจ้าจริงๆ ท่านเป็นเสมือนดินเหนียวที่เปลี่ยนรูปได้ในมือของช่างปั้น เป็นการตอบรับในชีวิตเช่นพระนางมารีย์ที่ร้อนรนและรับผิดชอบต่อองค์พระจิต พระจิตทรงเปลี่ยนแปลงท่านให้เป็นภาพลักษณ์ของพระบุตร เหนื่อยอ่อนจากงานแพร่ธรรมของท่านเอง อ่อนแรงเพราะการถือความยากจนและการพยายามเอาชีวิตท่าน คุณพ่อจากหมู่บ้านมงฟอร์ตจึงล้มพับลงขณะเทศน์มิชชั่นอยู่ที่หมู่บ้านแซงต์ โลรัง ซือ แซฟร์ หัวข้อการเทศน์ครั้งสุดท้ายของท่านก็คือตัวอย่างชีวิตของท่าน นั่นคือ ความงดงามของพระเยซู องค์ปัญญาทรงรับเอากายของพระบิดา

 

ท่านสิ้นใจในวันที่ 28 เมษายน 1716 หลังจากอายุครบ 43 ปีได้ไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีท่านได้เขียนจดหมายไปถึงซิสเตอร์คณะธิดาปรีชาญาณคนแรกว่า “ถ้าเราไม่เสี่ยงทำอะไรเพื่อพระเจ้าเลยแล้ว เราจะไม่มีวันทำสิ่งยิ่งใหญ่ใดๆ เพื่อพระองค์เลย” มงฟอร์ตได้เสี่ยงทุกสิ่งอย่างยินดีเพื่อดำเนินชีวิตและประกาศพระวรสาร ความกล้าหาญ ความคิดสร้างสรรค์ ความเชื่อที่มีชีวิตชีวา ชีวิตที่เรียบง่ายที่สุดของท่าน การเป็นเหมือนคนจนและผู้ถูกกดขี่ของท่าน ทำให้ท่านเป็นแบบอย่างต่อคริสตชนในทุกยุคทุกสมัยอย่างแท้จริง

 

เป็นเรื่องสำคัญที่จะสังเกตว่าช่วงชีวิตสงฆ์ 16 ปีของนักบุญหลุยส์ มารีนั้นประกอบไปด้วยการปลีกวิเวกรวมหลายเดือนทีเดียว รวมแล้วอาจนานถึง 4 ปีก็เป็นได้ ณ ถ้ำที่แมวังท่ามกลางความงดงามของป่า ณ อารามฤษีที่แซงต์ ลาซารัสใกล้ๆ หมู่บ้านมงฟอร์ต ณ อารามฤษีที่แซงต์เอลัวในเมืองลา โรแชล ณ มองต์ แซงต์ มิแชล ณ บ้านพักในที่ต่างๆ ของคณะเยซูอิต ท่านธรรมทูตได้พบความสันโดษที่แหมาะกับการภาวนาอันจำเป็นเพื่อจะเป็นเครื่องมือประกาศพระวรสารที่เปี่ยมไปด้วยพระจิต

เราคงต้องคำนึงถึงเวลาเป็นเดือนที่คุณพ่อเดอ มงฟอร์ตใช้ในการเดินด้วย อย่างน้อยก็เป็นระยะทางรวมหลายพันไมล์ โดยจิตใจของท่านหันไปหาพระบิดาผู้ทรงเอ็นดูรักใคร่ของท่าน ขณะเดินจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง แกะสลักรูปปั้นและกางเขนน้อยๆ (หลายรูปอาจพบได้ในโบสถ์และบ้านนักบวชต่างๆ ใน แค้วนบริตานีในทุกวันนี้) ท่านร้องบทเพลงบางเพลงที่ท่านแต่งขึ้นเองเพื่อสรรเสริญพระเจ้า

 

ผู้ก่อตั้งคณะนักบวช
มีนักบวช 3 คณะที่สืบสาวร่องรอยการก่อตั้งได้ถึงนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ต คณะแรกคือคณะธิดาปรีชาญาณที่ดำเนินชีวิตการค้นหาอย่างรักใคร่ต่อปรีชาญาณสำหรับมนุษยชาติที่บาดเจ็บด้วยการแพร่ธรรมในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่โลกทอดทิ้งและผู้ที่เหินห่างจากพระศาสนจักร

 

ท่านธรรมทูตได้ใฝ่ฝันอย่างหนักที่จะมีหมู่นักเทศน์พเนจรที่เร่าร้อนไปด้วยพระจิต วางใจที่สุดต่อพระญาณสอดส่อง เป็นหนึ่งเดียวกับพระนางมารีย์ในด้านการละวางอย่างรักใคร่ต่อพระเจ้า มงฟอร์ตเชื่อมั่นว่าด้วยคณะเช่นนี้จะสามารถฟื้นฟูพระศาสนจักรได้ คณะสงฆ์และภราดานี้ท่านตั้งชื่อไว้ว่าคณะพระจิตและคณะแม่พระด้วย (ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่อคณะอย่างเป็นทางการ) เพราะเช่นเดียวกับพระนางมารีย์สมาชิกของคณะนี้จะเปี่ยมไปด้วยพลังเปลี่ยนแปลงของพระจิต ปัจจุบันคณะนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าคณะธรรมทูตมงฟอร์ต ในวรรณกรรมอันทรงพลังชิ้นหนึ่งของท่านชื่อ บทภาวนาอันร้อนรน หลุยส์ มารีย์วิงวอนพระเจ้าให้ทรงส่งธรรมทูตมาเข้าคณะนี้ ธรรมทูตที่จะ “เป็นอิสระเช่นก้อนเมฆที่ล่องลอยไปเหนือพื้นโลก ... โดยผูกยึดอยู่กับความรักและพระประสงค์ของพระองค์ บรรดาชายที่ถูกห้อมล้อมอย่างแน่นหนาโดยพระวรสารซึ่งหลั่งมาจากริมฝีปากของพวกเขาดั่งเปลวไฟที่ลุกไหม้เจิดจ้า ในมือถือสายประคำ คำรามดั่งสุนัขเฝ้ายาม ลุกไหม้ดั่งเปลวไฟ ขจัดความมืดของโลกนี้ ส่องสว่างดังดวงอาทิตย์...”

 

บางครั้งท่านธรรมทูตส่งภราดาบางคนจากกลุ่มน้อยๆ ของท่านไปดูแลการสอนคำสอนให้คนยากคนจน กลุ่มนี้จึงพัฒนาขึ้นมาเป็นคณะที่สามโดยนับถือมงฟอร์ตเป็นผู้ก่อตั้งคณะ กลายเป็นคณะภราดาสอนเรียนเซนต์ คาเบรียล
ท่านนักบุญหลุยส์ เดอมงฟอร์ตเป็นตัวอย่างของการละวางอย่างที่สุดต่อพลังของพระจิต เมื่อตัวตนว่างเปล่าท่านก็กลายเป็นเครื่องให้กำเนิดพลังและปัญญาของพระบิดา ในทุกสิ่งท่านหายใจด้วยบรรยากาศของพระแม่มารีย์จนเต็มปอด เพื่อว่าด้วยพลังของพระจิต ท่านจะสามารถเป็นหนึ่งเดียวอย่างสนิทสนมกับพระเยซูผู้ทรงเป็นผลของความเชื่อของพระนางตลอดไป

 

เจ. แพทริก กัฟเน่ เอส เอม เอม
อาจารย์สอนเทววิทยา
มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ มณรัฐมิสซูรี่
1/31/87
ถอดความโดย ภ. สุรเดช วิสุทธิวรรณ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓

 


Launched Montfortian.com @ Jan 20,2010 : 9:19 PM | Best view IE 7 and up, Safari, Google Chrome
Copyright © by Montfortian Associates Group 3 | www.Monfortian.com | All right reserved.
Design by Wholeinone Creative Company Limited