Our Founder
นักบุญหลุยส์ มารี
นักบุญหลุยส์ มารีย์ เดอ มงฟอร์ต
และแนวคิดของเบรูล
สรุปชีวประวัตินักบุญหลุยส์
คณะเซนต์คาเบรียล
Music Room
About St.Montfort in Forum
นักบุญหลุยส์ มารีย์ เดอ มงฟอร์ตและแนวคิดของเบรูล

นักบุญหลุยส์ มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต (1673 – 1716) “สมาชิกกลุ่มเบรูลที่ยิ่งใหญ่คนสุดท้าย” มีส่วนในการนำชื่อเสียงและความชื่นชมมาสู่แนวคิดฝ่ายจิตของฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก พระสันตะปาปายอห์น-ปอลที่สองทรงเรียกการได้เผชิญหน้าของพระองค์กับวรรณกรรมของท่านนักบุญว่าเป็น “การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่” ในชีวิตของท่าน และกล่าวถึงคำสอนของมงฟอร์ตไว้ว่า “ผู้ใดก็ตามที่หวังจะถวายตนอย่างสิ้นเชิงแด่พระคริสต์และงานไถ่กู้จะขาดไปไม่ได้” เมื่อได้ทรงดำเนินตามวิถีชีวิตจิตของนักบุญหลุยส์ มารีย์แล้ว องค์พระสันตะปาปาได้ทรงค้นพบว่า “มีทัศนคติใหม่เกิดขึ้นจากห้วงลึกของความเชื่อของข้าพเจ้า เสมือนกับมาจากศูนย์กลางของพระตรีเอกภาพและพระเยซูคริสต์” ข้อคำสอนของสันตะสำนักตั้งแต่ได้มีการค้นพบหนังสือศรัทธาที่แท้จริงต่อพระนางมารีย์ใหม่ใน ค.ศ. 1842 นั้น ยกย่องวรรณกรรมของนักกวีพเนจรท่านนี้ที่มีต่อองค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากายเสมอมา


ความชื่นชอบต่อท่านนักบุญเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ไม่เพียงงานเขียนบางเล่มของท่านกลายเป็นหนังสือซึ่งขายดีที่สุดเท่านั้น แม้แต่หนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ขนาด 1,400 หน้า ชื่อ Jesus Living in Mary: Handbook of the Spirituality of Saint Louis de Montfort ยังต้องตีพิมพ์ถึง ๒ ครั้งในช่วงไม่กี่เดือนแรกที่ปรากฎตัวออกมา วิถีชีวิตของนักเทศน์พเนจรท่านนี้ ผู้มาจากหมู่บ้านมงฟอร์ตในแคว้นบรีตานี ฝรั่งเศส ได้ทำให้องค์ประกอบสำคัญๆ ของข้อคำสอนของพระคาร์ดินัลเบรูลกลายเป็นที่ชื่นชอบขึ้นมา และทำให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้รับทราบ


ด้วยความซื่อสัตย์ต่อแนวทางหลักของข้อคำสอนแนวฝรั่งเศสนี้ มงฟอร์ตเสริมข้อคิดที่เข้มข้นและด้วยสำนวนของท่านเองเข้ากับข้อคำสอนนี้ จนอาจถือได้ว่างานวรรณกรรมของท่านเป็นอีกแขนงหนึ่งที่แตกแขนงไปจากแนวคิดของเบรูล ความใกล้เคียงและความแตกต่างไปจากแนวคิดฝรั่งเศสนี้เองที่บทความนี้จะสำรวจอย่างสั้นๆ เนื่องจากแก่นของวิถีชีวิตจิตของมงฟอร์ตอยู่ตรงความเข้าใจที่ท่านมีต่อ “การถวายตนเอง” เราจะพิจารณาถึงเค้าโครงของข้อคำสอนของท่าน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความใกล้เคียงและความแตกต่างที่มีต่อแนวคิดวิถีฝ่ายจิตในศตวรรษที่ 17 ของฝรั่งเศส ความแตกต่างและความใกล้เคียงกันเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากความหลากหลายของอิทธิพลต่างๆ ที่มีต่อตัวของท่านนักบุญเอง ดังนั้น ขั้นแรก เราจะสำรวจถึงแหล่งหลักๆ ดั้งเดิมของข้อคำสอนของมงฟอร์ต จากนั้นจะสำรวจถึงข้อคำสอนเกี่ยวกับ “การถวายตัวแด่องค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากายโดยผ่านทางพระหัตถ์ของพระแม่มารีย์”


I แหล่งดั้งเดิมต่างๆ ของข้อคำสอนของนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ต


โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลทางครอบครัวต่างๆ ที่หลากหลาย ซึ่งมีต่อหลุยส์ มารีย์ กรีญองในตอนเยาว์วัย เราจะหันไปพิจารณาถึงผลกระทบสำคัญๆ ของคณะเยซูอิตและคณะซูลปีสที่มีต่อมงฟอร์ต โดยยังจำไว้อยู่เสมอว่า ท่านตีความหมายการสั่งสอนเหล่านี้ด้วยแสงสว่างจากการอ่านอย่างสม่ำเสมอ และจากประสบการณ์ชีวิตของท่านเอง


A คณะเยซูอิต

ตั้งแต่เริ่มมาศึกษาที่วิทยาลัยเยซูอิตชื่อเซนต์ โทมัส แบกเกตที่เมืองแรนน์ (ค.ศ. 1684) ท่านถือว่าตนเองเป็นบุตรฝ่ายจิตของนักบุญอิกเนเชียส โลโยลาไปจนตลอดชีวิต หนุ่มหลุยส์ กรีญองซึมซับไม่เพียงข้อคำสอนคลาสสิคของคณะเยซูอิตเท่านั้น แต่รวมทั้งจิตตารมณ์ของคณะนี้ด้วยเป็นระยะเวลารวม ๘ ปี เป้าหมายหลักของวิทยาลัยเซนต์ โทมัส เบคเกต มิใช่เพื่อให้ความรู้ด้านมนุษยวิทยา ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาของวิทยาลัยเท่านั้น แต่เพื่อพัฒนา “ความรู้และความรักของพระผู้สร้างและพระผู้ไถ่กู้เรา” ขึ้นในตัวนักศึกษา ดังนั้น หลุยส์ มารีย์จึงก้าวหน้ามิใช่เพียงในด้านการเข้าใจถึงมานุษยวิทยาเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือในการดำเนินชีวิตในพระคริสต์ของท่านเอง ซึ่งกระตุ้นให้ก้าวหน้าต่อไปโดย “ความยิ่งใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป” ของวิถีชีวิตจิตของอิกเนเชี่ยน และภายใต้การแนะนำของวิญญาณรักษ์เยซูอิตต่างๆ หนุ่มผู้นี้ได้เริ่มทำพลีกรรม ใช้ชีวิตที่ยากจนและรับใช้บรรดาผู้ที่สังคมทอดทิ้ง ซึ่งจะทำให้ท่านกลายเป็นที่รู้จักกันดีในเวลาต่อๆ มา คงเป็นบาทหลวงแดการ์ต (หลานของนักปรัชญาที่มีชื่อเสียง) ที่ค่อยๆ แนะนำให้มงฟอร์ตวางใจอย่างที่สุดแด่ “พระเจ้าผู้แสนดี” ในฐานะที่ท่านเป็นสมาชิกชมรมแม่พระของคณะเยซูอิต หลุยส์ มารีย์เริ่มต้นเข้าใจถึงการถวายตนเองและงานแพร่ธรรม ยิ่งไปกว่านี้แล้วภายใต้คำแนะนำของบาทหลวงโปรโว จิตตาธิการของชมรมที่เมืองแรนน์ ความรักของท่านต่อพระแม่มารีย์จึงลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป โดยถือว่าพระนางเป็นเสมือนมารดามากกว่าเป็นราชินี ความเป็นมารดาฝ่ายจิตนี้จะกลายเป็นมุมมองพื้นฐานต่อความสัมพันธ์ของพระแม่ที่มีต่อพระศาสนจักร บาทหลวงจิลแบร์ต ผู้เป็นที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นว่ามีความอดทนอันยิ่งใหญ่แม้จะประสบกับกางเขนมากมายก็ตาม ได้เป็นแบบอย่างของการไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาเลยแบบคริสต์ ซึ่งมงฟอร์ต กระตือรือร้นที่จะเอาเป็นแบบอย่างในช่วงเวลาที่ท่านเป็นนักเทศน์พเนจรผู้ประกาศข่าวดี สงฆ์สังฆมณฑลคนหนึ่งชื่อบาทหลวงแบลลิเอร์ เป็นผู้นำกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยเซนต์ โทมัส เบคเกตไปทำงานแพร่ธรรมในหมู่คนยากจนที่เมืองแรนน์ ดังนั้นจึงแนะนำหลุยส์ มารีย์ สู่งานแพร่ธรรมในหมู่ผู้ที่ถูกสังคมทอดทิ้ง สุดท้าย แนวปฏิบัติฝ่ายจิตของนักบุญอิกเนเชียส โลโยลา กลายเป็นแหล่งอันอุดมสำหรับความก้าวหน้าในด้านความศักดิ์สิทธิ์ของหลุยส์ กรีญองเอง ท่านยึดอยู่กับแนวปฏิบัตินี้อย่างมั่นคงแม้ในช่วงชีวิตสงฆ์ของท่าน ท่านยึดถือเป็นประเพณีที่จะไปเข้าเงียบกับคณะเยซูอิต โดยเฉพาะในช่วงการถูกปองร้ายอย่างเจ็บปวด ในเรื่องนี้ก็เช่นกันที่เอกลักษณ์ของมองฟอร์ตโดดเด่นออกมาคือ ท่านจะร่างแนวปฏิบัติของท่านเอง ซึ่งแม้จะอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดและกรอบของนักบุญอิกเนเชียส แต่ก็แตกต่างออกไปในรูปแบบ วิธีการและเนื้อหา


เมล็ดพันธุ์ของงานแพร่ธรรมเทศน์สอนของมงฟอร์ต ได้ถูกหว่านโดยสมาชิกคณะเยซูอิตที่เมืองแรนน์ จากเพราะแบบอย่างและการแนะนำของพวกเขา ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นพระสงฆ์ พวกเขายังคงสนับสนุนท่านเมื่อคนอื่นๆ ทอดทิ้งท่านไป วรรณกรรมต่างๆ ของสมาชิกคณะเยซูอิตหลายท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่งของ เจ.บี. แซงต์ จูเร (ผู้อาจเรียกได้ว่าเป็นสมาชิกเยซูอิตในแนวของเบรูล) ญาง โยแซฟ ซูแรง, ปอล เดอ บารี, ฟรังซัวส์ ปัวเร, ญาร์ค โนเอ, เป็นพิเศษคือญาร์ค คราสเซ ต่างมีอิทธิพลต่อท่านอย่างมาก

 

การจากเมืองแรนน์ บรรดาเพื่อนและครอบครัวของหลุยส์ เดอ มงฟอร์ต ที่สะพานแซสซอง (ค.ศ. 1692) แสดงให้เห็นว่าการฝึกอบรมเป็นเวลา ๘ ปี โดยคณะเยซูอิตนั้น มีอิทธิพลต่อบุคคลิกของท่านอย่างสูง หนุ่มวัย ๑๙ ปี ปฏิเสธที่จะขี่ม้าไปกรุงปารีส ท่านกลับเลียนแบบของพระคริสต์และบรรดาอัครสาวก ด้วยการเดินเท้าไปสู่เมืองหลวงในแบบของคนยากจน ทันทีที่ท่านข้ามสะพานที่แยกท่านออกจากครอบครัว ท่านก็บริจาคทุกสิ่งที่มี ทั้งเงินทอง เสื้อผ้า กระเป๋า ให้แก่คนยากจน แต่งตัวด้วยชุดผ้าขี้ริ้วของขอทานที่ท่านแลกด้วยสูทชุดใหม่ ดำเนินชีวิตอย่างร่าเริงเพื่อ “พระเจ้าเท่านั้น” วางใจอย่างที่สุดต่อพระญาณสอดส่องของพระเจ้าผู้เอ็นดูรักใคร่ หนุ่มผู้นี้เป็นตัวอย่างของผลผลิตจากการฝึกอบรมแบบเยซูอิตในศตวรรษที่ ๑๗ นั่นคือ มีเชาวน์ปัญญาเฉียบแหลม ได้รับฝึกฝนด้านปรัชญา เข้าใจในมานุษยวิทยา ทุกสิ่งก็เพื่อ “สิริมงคลอันยิ่งใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป” ซึ่งเป็นคติพจน์ประจำนักบวชคณะเยซูอิตนั่นเอง

B คณะซูลปีส
ช่วงเวลา ๘ ปีที่เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเยซูอิตที่เมืองแรนน์ ต่อด้วยอีก ๘ ปีภายใต้การแนะนำของคณะซูลปีสที่กรุงปารีส (ค.ศ. 1692 - 1700) แม้ว่าการฝึกอบรมของท่านนั้น บรรดาผู้เขียนชีวประวัติของท่านทั้งหลายเน้นแต่การฝึกอบรมแบบซูลปีสของท่าน แต่คงต้องระลึกว่าสำหรับหลุยส์ กรีญองผู้ดำเนินตามญาง ญาร์ค โอลิเอร์นั้น สร้างขึ้นมาด้วยรากฐานอันมั่นคงของคณะเยซูอิต ที่จริงแล้วคงกล่าวได้บ้างว่า การฝึกอบรมที่ท่านได้รับมาจากวิทยาลัยเซนต์ โทมัส เบคเกต ทำให้การมาอยู่ที่แซงต์ ซูลปีสของท่านนั้น บ่อยๆ แล้วยากลำบากและนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่เจ็บปวดกับบางส่วนของรูปแบบสงฆ์แนวซูลปีส วิถีชีวิตจิตของคาร์ดินัลเบรูลอันเป็นลักษณะของแซงต์ ซูลปีสนั้น แน่นอนว่ามงฟอร์ตได้ซึมซับในฐานะเป็นสามเณรใหญ่ แต่วิธีการสอนด้านการดำเนินชีวิตสงฆ์โดยสมาชิกคณะซูลปีส โดยเฉพาะบาทหลวงตรองซองและแลแชซิเอร์นั้นเคร่งครัด ตามมารยาทของสังคม และระวังระไวเกินไปสำหรับมงฟอร์ต ท่านยึดมั่นอยู่กับการ “เปิดกว้างต่อสิ่งต่างๆ” ที่ท่านซึมซับมาเมื่อตอนเป็นนักศึกษาของคณะเยซูอิต มงฟอร์ตผู้มีแนวโน้มไปในทางการเป็นตัวของตัวเองตามที่เกิดมีแรงบันดาลใจขึ้มมา พบว่าเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะเป็นมงฟอร์ต สงฆ์ผู้ค่อนข้างผึ่งผาย และยึดมั่นในกรอบ

 

การศึกษาของนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตในกรุงปารีสอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ขั้นตอนคือ

 

๑ ช่วง ๒ ปีแรกที่เป็นสามเณรใหญ่ (ค.ศ. 1692-1694) ท่านพักอยู่ใน “บ้านของหมู่คณะสงฆ์ที่ยากจน” ภายใต้การแนะนำของสมาชิกคณะซูลปีสคือ บาทหลวง โกลด บูตู เดอ ลา บาร์มองดีเอร์ ผู้มีชื่อเสียงในด้านความภักดีต่อสันตะสำนัก แม้จะอยู่ในช่วงที่ลัทธิชาตินิยมฝรั่งเศสกำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ก็ตาม มงฟอร์ตยินดีเป็นล้นพ้นที่ได้มาพำนักในหมู่คณะสามเณรใหญ่ซึ่งยกย่องความยากจนและถือปฏิบัติกันอย่างแช่มชื่น การเป็นคนยากจนนั้นถือเป็นเกียรติอันสูงส่ง เนื่องเพราะเป็นการเลียนแบบความยากจนของพระเจ้า ความยากจนในเชิงปฏิบัติรวมทั้งการที่มงฟอร์ตได้สัมผัสกับข้อเขียนของสมาชิกแนวเบรูลชื่อ อังรี โบดอง เกี่ยวกับกางเขนของพระคริสต์และการเป็นทาสรัก ส่งอิทธิพลอันเด่นชัดและถาวรต่อชีวิตและงานของท่าน

การได้เผชิญหน้ากับวิญญาณรักษ์คณะซูลปีสคนแรกคือคุณพ่อ เดอ ลา บาร์มองดีเอร์นี้ ทำให้ความยากลำบากต่างๆ กับรูปแบบการฝึกอบรมสงฆ์ร่วมสมัยของซูลปีสเริ่มปรากฎออกมา พระสงฆ์ผู้ฟังแก้บาปของท่านแนะนำซึ่งดูเหมือนจะถูกต้อง ให้ท่านรอบคอบยิ่งขึ้นในการทำพลีกรรมและต้องไม่ปลีกตัวไปจากการพักผ่อนหย่อนใจของหมู่คณะเพราะนี่เป็นระเบียบของบ้าน มงฟอร์ตรู้สึกขัดแย้งกันระหว่าง “ความปรารถนาอันแรงกล้าของท่านและระเบียบในด้านความนบนอบ ระเบียบที่จำกัดและควบคุมความปรารถนาของท่าน”

 

๒ สามเณรใหญ่ในบ้านหมู่คณะของคุณพ่อบูเช (ค.ศ. 1694 - 1695) ช่วงหนึ่งปีของการฝึกฝนของมงฟอร์ตที่กรุงปารีสนี้ ซึ่งกล่าวตามตรงแล้ว ไม่ใช่แบบซูลปีส ความแตกต่างหลักๆ ข้อหนึ่งจากแนวของซูลปีสคือความยากจนอย่างที่สุด ซึ่งทำให้บรรดาเณรใหญ่ของบ้านนี้ต้องหาขนมปังทานกันเอง แม้ถึงขั้นต้องขอทานก็ตาม อันเป็นแนวปฏิบัติซึ่งคณะซูลปีสยอมรับไม่ได้ ช่วงการพักอาศัยระยะสั้นๆ ในบ้านของบาทหลวงบูเชนี้เองที่มงฟอร์ตหนุ่มเกิดไม่สบายอย่างหนัก และต้องใช้เวลาหลายเดือนอยู่ที่โรงพยาบาล ชีวิตสั้นๆ ของท่านจะเต็มไปด้วยความเจ็บป่วยเป็นช่วงๆ มงฟอร์ตมองความเจ็บป่วยว่าเป็นกางเขนพิเศษ แต่ท่านก็หันเข้าหาวิธีการอันเหมาะสมเพื่อให้สุขภาพคืนกลับสู่สภาพปกติ

 

๓ สามเณรใหญ่ที่บ้านเณรน้อยซูลปีส (ค.ศ. 1695-1700) “บ้านเณรน้อย”
นี้เป็นบ้านเณรใหญ่อันแท้จริงของคณะซูลปีส ข้อแตกต่างข้อเดียวกับ “บ้านเณรใหญ่” ที่ตั้งโดยโอลิเอร์ก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับห้องพักและอาหาร (ประมาณครึ่งหนึ่งบ้านเณรใหญ่เอง) บ้านเณรน้อยหลังนี้ตั้งขึ้นสำหรับเณรใหญ่ที่ขัดสนและแน่นอนว่าสภาพที่พักเทียบไม่ได้กับบ้านเณรใหญ่ บ้านเณรหลังนี้นี่เองที่มงฟอร์พักอาศัยอยู่ในช่วง ๕ ปีสุดท้ายของการตระเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ และซึมซับอย่างเต็มที่ต่อวิถีชีวิตจิตในแนวฝรั่งเศส ทั้งแนวทางตรีเอกภาพ/ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ความศรัทธาต่อพระแม่มารีย์รวมทั้งศีลบนของการเป็นทาสรัก งานแพร่ธรรมที่ขยายวงออกไป ความรักต่อพระคัมภีร์ (โดยเฉพาะต่อบทจดหมายฉบับต่างๆ ของนักบุญเปาโล) การฝึกปฏิบัติด้านชีวิตฤษี การมีมุมมองด้านลบต่อมนุษย์และมุมมองด้านบวกของมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตในพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดมงฟอร์ตมาก โดยท่านพัฒนาตามแบบของท่านเองในขณะเดียวกันก็ซื่อสัตย์ต่อแนวทางชีวิตจิตแบบเบรูลเสมอ หลุยส์ มารีย์รู้สึกประทับใจกับชีวิตด้านฤษีของเจ เจ โอลิเอร์มากเสียกว่าการตีความอัน “สมดุล” และค่อนไปในทางยึดถือกฏของตรองซองและแลเชซิเอร์ แม้จะให้ความเคารพต่อสมาชิกซูลปีสทั้ง ๒ ท่านนี้ก็ตาม เมื่อมงฟอร์ตบวชเป็นสงฆ์แล้ว ท่านได้แสดงออกอย่างเต็มที่ตามแต่ลมปราณของพระจิตจะนำท่านไปในหนทางใด ตอนรับศีลบรรพชาในค.ศ. 1700 มงฟอร์ตได้ซึมซับวิถีชีวิตจิตของซูลปีสอย่างเต็มที่ จนท่านเองกลายเป็นผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ของคาร์ดินัลเบรูล แม้จะค่อนไปในเชิงสร้างสรรค์ก็ตาม แลแชซิเอร์นั้นรับนิสัยแปลกๆ และการเป็นตัวของตัวเองของลูกศิษย์คนนี้ในช่วงปีแรกๆ ของการเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ จึงไม่ยอมรับและทอดทิ้งท่านต่อหน้าคนอื่นๆ

 

นอกเหนือจากแหล่งหลักๆ ๒ แหล่งของงานแพร่ธรรมของท่านคือคณะเยซูอิตและคณะซูลปีสแล้ว นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตยังได้รับอิทธิพลจากชีวิตจิตแนวโดมินิกัน (เช่นเดียวกับโอลิเอร์ที่เป็นสมาชิกขั้นที่สามของคณะโดมินิกัน) โดยเฉพาะสิ่งที่สะท้อนออกมาในการเทศน์สอนแบบพเนจรและในความศรัทธาต่อการสวดสายประคำ ความยากจนอันประกอบอยู่ในวิถีชีวิตจิตของคณะฟรังซิสกันและประเพณีทางปรีชาญาณของคณะนี้ ซึ่งแสดงออกผ่านนักบุญโบนาเวนตูรานั้นก็ถูกผสมผสานเข้าในชีวิตของท่านด้วย การศึกษาของท่านนำให้ท่านได้สัมผัสกับบรรดาฤษีจากทางทิศเหนือ โดยเฉพาะจากข้อเขียนของสมาชิกคณะโดมินิกัน บุญราศีอังรี ซูโซผู้ซึ่งท่านเป็นหนี้ในด้านการเน้นถึงปรีชาญาณ โดยเฉพาะจาก Crasset ท่านจึงประทับใจต่อบรรดาปิตาจารย์กรีกของพระศาสนาจักร และการกล่าวอย่างมีสีสันและสมจริงถึงสภาวะของพระเจ้าในสภาพมนุษย์ของพระคริสต์
ชีวิตธรรมทูตของท่านเองในฐานะนักเทศน์มิชชั่นและจัดเข้าเงียบตามเขตวัดต่างๆ นั้น เป็นการตีความต่อทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนมาอย่างจริงจัง เนื่องจากข้อเขียนต่างๆ ของท่านนั้นโดยทั่วไปแล้ว “เพื่อคนยากจนและเรียบง่าย” ท่านจึงไม่เน้นถึงคำที่คุ้นเคยกันของแนวคิดฝรั่งเศส (เช่น ane antissement, states, rest, mysteries, adherence, etc.) เพราะดูเหมือนท่านเชื่อว่าคำต่างๆ นี้จะทำให้ชาวชนบทของท่านเกิดความสับสนขึ้น

 

ท่านนักบุญได้เห็นถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นจากพิธีฟื้นฟูสัญญาศีลล้างบาปในที่สาธารณะตลอดการแพร่ธรรมของท่าน จึงให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้ในวิถีชีวิตจิตของท่าน นอกจากนี้แล้ว หนทางชีวิตของท่านเองสู่พระคริสต์นั้นมีปรากฏอยู่ทั่วไปในงานเขียนของท่าน ซึ่งในระดับหนึ่งนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นเชิงอัตชีวประวัติ เชื่อมโยงตามธรรมชาติระหว่างชีวิตตามแนวพระวรสารและการเทศน์สอนเชิงพระวรสารนั้นสูงส่งมากในงานแพร่ธรรมของท่าน จนท่านรวมมันไว้ในธรรมนูญของธรรมทูตคณะพระนางมารีย์

 

II ข้อคำสอนของมงฟอร์ตในเรื่องการถวายตนอย่างครบครันหรือการเป็นทาสรัก


คุณพ่อมงฟอร์ตรวบรวมความหมายและการดำเนินชีวิตการถวายตนเองที่หลั่งมาจากแหล่งต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างบน แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความใกล้เคียงและความแตกต่างจากแนวทางชีวิตจิตของฝรั่งเศส มีการชี้ให้เห็นบ่อยๆ ว่าเบรูลเรียกร้องให้เลียนแบบการทำลายล้างสภาพมนุษย์ไปสู่สภาวะพระบุคคลของพระวจนาตถ์ ท่านธรรมทูตกล่าวถึงการเลียนแบบพระคริสต์ในด้านการขึ้นกับพระนางมารีย์ด้วยความรักใคร่ และเบรูลวางรากฐานการ “บริจาค” แด่พระแม่มารีย์บนพื้นฐานของความเป็นมารดาและราชินีแห่งสวรรค์ สำหรับมงฟอร์ตนั้นตั้งอยู่บนความเป็นมารดาฝ่ายจิต (อันเป็นผลมาจากการที่พระนางทรงเป็นมารดาของศีรษะของพระกายทิพย์) และบนผลของอำนาจด้านมารดาของพระนาง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากหัวข้อต่างๆ อันเป็นที่ยอมรับกันแล้ว ก็ยังมีข้อแตกต่างและใกล้เคียงกันอีกมากที่ผุดขึ้นมาจากการศึกษาถึงลักษณะอันสำคัญของการถวายตนเองของมงฟอร์ต

A การมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง/ตรีเอกภาพ
ด้วยความซื่อสัตย์ต่อแนวทางของฝรั่งเศส นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตเน้นอย่างจริงจังว่า ศรัทธาทุกรูปแบบจะต้องมีศูนย์กลางอยู่ที่พระคริสต์ พระบุคคลที่สองผู้ทรงรับเอากายของพระตรีเอกภาพอันยิ่งใหญ่ที่สุด “พระเยซู พระผู้ช่วยเราให้รอด ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ จะต้องเป็นจุดหมายเดียวของความศรัทธาทั้งหลายของเรา ไม่เช่นนั้นแล้วศรัทธาทั้งปวงก็จะเป็นศรัทธาปลอมและนำให้หลงผิด... พระองค์ทรงเป็นอาจารย์แต่ผู้เดียว... พระเจ้าเพียงองค์เดียว... ศีรษะเดียว... แบบอย่างเดียว... หมอคนเดียว... นายชุมพาแต่ผู้เดียว... หนทางเดียว... ความจริงเดียว... ชีวิตแบบเดียว... พระองค์ผู้เดียวเป็นทุกสิ่งต่อเรา และพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เราสมความปรารถนาในทุกอย่าง ... ถ้าศรัทธาต่อพระแม่ทำให้เราหันเหไปจากพระองค์แล้ว เราก็คงต้องทิ้งศรัทธานี้ไปเพราะเป็นความหลอกลวงของปีศาจ” การถวายตนเอง หรือทาสรักผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องเพ่งอยู่กับพระคริสต์ในฐานะทรงเป็นเป้าหมายสุดท้าย มิฉะนั้นแล้วก็มาจากปีศาจ ท่านธรรมทูตพเนจรอธิบายถึงข้อนี้อย่างชัดเจนเช่นที่นักบุญยอห์น ยูดส์ได้เน้นไว้ (ในข้อนี้แล้วมงฟอร์ตถือตามท่านนักบุญองค์นี้) ว่าพระคริสต์และพระนางมารีย์มี “จิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน” เช่นเดียวกัน การตอบสนองด้วยการถวายตนเองแด่พระคริสต์และพระแม่มารีย์ก็เป็น “หนึ่งเดียวกัน” ทั้งพระคาร์ดินัลเบรูล และ เจ เจ โอลิเอร์ ได้ทำศีลบนเป็นทาสรักของพระนางมารีย์และไม่กี่ปีต่อมาก็ทำศีลบนเป็นทาสรักของพระคริสต์ แม้ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าท่านผู้เป็นเสาหลักของแนวคิดฝ่ายจิตของฝรั่งเศสได้เข้าใจถึงการมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของศรัทธาทุกรูปแบบ แต่นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตกลับกล่าวถึงการถวายตนเองเพียงอย่างเดียว “เราถวายตัวเราเองในเวลาเดียวกันทั้งต่อพระแม่มารีย์และต่อพระคริสต์” ท่านนักบุญดูจริงจังมากในข้อนี้ “ยิ่งถวายตนเองอย่างที่สุดต่อพระแม่มารีย์ก็ยิ่งถวายตนเองที่สุดต่อพระคริสต์เช่นกัน” ท่านไม่แนะนำให้ทำการถวายตนเองต่อพระคริสต์และทำการถวายตนแยกต่างหากต่อพระมารดาของพระเจ้า การถวายตนเองตามแบบพระวรสารต่อพระนางมารีย์ก็คือการถวายตนเองต่อพระคริสต์ และการถวายตนเองแด่พระคริสต์ตามแบบพระวรสารนั้นจะต้องมีมิติของพระนางมารีย์อยู่ด้วย พระคริสต์ทรงเป็นเป้าหมาย พระนางมารีย์เป็นวิธีการ “การถวายตนเองแด่พระคริสต์ องค์ปัญญารับเอากายโดยผ่านทางพระหัตถ์ของพระแม่มารีย์”

 

ยังมีหัวข้อหลักๆ อีก ๒ หัวข้อในด้านความแตกต่างระหว่างมงฟอร์ตและแนวคิดของเบรูลในด้านลักษณะเฉพาะของการถวายตนเองนี้ ท่านนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตย้ำอย่างจริงจังว่า จุดเริ่มต้นและเป้าหมายของการเนรมิตรสร้างทั้งปวง นั่นคือ การถวายตนเองอยู่ตรงองค์พระบิดา ผู้ทรงเป็นความอ่อนหวานในพระองค์เอง มงฟอร์ตทำตามแบบอย่างของนักบุญโบนาเวนตูราและริชาร์ดแห่งเซนต์ วิกเตอร์ โดยบรรยายถึงพระตรีเอกภาพในรูปแบบของสายสัมพันธแห่งความรัก ๓ สายร่วมกันคือ ผู้รัก ผู้เป็นที่รัก การรัก ความคิดขั้นพื้นฐานที่สุดของวิถีชีวิตจิตในแนวมงฟอร์ตคือ พระเจ้าเป็นความรัก ความอ่อนหวาน และสิ่งนี้แทรกอยู่ในทุกสิ่งซึ่งท่านนักบุญเขียนหรือกระทำ ท่านใช้ศัพท์ของภาษารัก ถ้อยคำที่ท่านใช้ทำให้ผู้อ่านสมัยใหม่ตกใจ เช่น “ทาสรัก” “ปรารถนากางเขน” “พระพิโรธของพระเจ้า” ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะต้องตีความด้วยภาษารัก ข้อเขียนของท่าน โดยเฉพาะบทเพลงของท่านจำนวน ๒๓,๐๐๐ บาทนั้น บ่อยๆ แล้วเป็นการตีความต่อบทเพลงโซโลมอน จึงไม่แปลกที่ว่า คำว่า “คู่หมั้น” เป็นคำที่ท่านโปรดปรานในการอธิบายถึงสายสัมพันธ์ฝ่ายจิต เช่น คู่หมั้นของกางเขน คู่หมั้นพระคริสต์ คู่หมั้นองค์ปรีชาญาณ คู่หมั้นพระจิต ภาษารักของท่านบางครั้งก็เด่นชัดจนอาจเรียกได้ว่าเป็น “เชิงรักๆใคร่ๆ” การเน้นอย่างจริงจังต่อความอ่อนหวานและความรักของพระเจ้านี้ อาจถือได้ว่าเป็นความเข้าใจที่สมบูรณ์กว่าและครบครันกว่าแนวคิดของเบรูล

 

ข้อแตกต่างข้อสองระหว่างแนวคิดของเบรูลและมงฟอร์ต ในด้านลักษณะเฉพาะข้อแรกของการถวายตนเองนั้นยิ่งเด่นชัดกว่าอีก เป้าหมายของการมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางนี้อยู่ในมิติของปรีชาญาณ แม้จะมีกล่าวถึงอย่างสั้นๆ โดยสมาชิกบางคนจากแนวคิดฝรั่งเศสก็ตาม แต่สำหรับมงฟอร์ตนั้นชัดเจน โจ่งแจ้งและพัฒนามาอย่างดีจนกลายมาเป็นหัวเรื่องของงานเขียนที่เป็นพื้นฐานของวรรณกรรมเล่มแรกคือ ความรักขององค์ปัญญานิรันดร์ ไม่มีนักเขียนฝ่ายจิตคนใดเขียนเหมือนท่านโดยมีพื้นฐานอยู่บนวรรณกรรมด้านปรีชาญาณจากพระคัมภีร์เก่า ปรีชาญาณของพระคริสต์คือเป้าหมายวิถีชีวิตจิตของท่าน ควบคู่ไปกับการที่ท่านเน้นถึงความอ่อนหวานของพระเจ้า ความอ่อนหวานของพระคริสต์ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นคงเป็นผลจากความเข้าใจของท่านต่อปรีชาญาณ โดยพื้นฐานแล้ววิถีชีวิตจิตของมงฟอร์ตนั้นเบิกบาน ร่าเริง ปราศจากสิ่งที่ท่านเรียกว่าอุปสรรคยิ่งใหญ่ต่อการเข้าถึงปรีชาญาณคือ การกลัวทำผิด กลัวจนเกินเหตุ พระคริสต์องค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากายนั้น เมื่อมองด้วยแสงของวรรณกรรมเชิงปรีชาญาณแล้ว คือการรับเอากายขององค์ปัญญาผู้ทรงปรารถนาจะสำแดงลีลาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า “ชื่นชมกับมนุษยชาติ” ปรีชาญาณเป็นแหล่งของความคิดสร้างสรรค์ที่ร่าเริงและสนุกสนาน ดังเช่นที่เห็นได้จากความงดงามอันหลากหลายที่แสนวิเศษของสิ่งสร้างเอง ที่สำคัญที่สุดคือองค์ปัญญาทรงฝันหาแต่ละคน “องค์ปัญญาเป็นของเราและเราก็เป็นขององค์ปัญญา” มงฟอร์ตนักเพ่งญาณโหยหาที่จะได้แต่งงานกับองค์ปัญญา (ในภาษาพระคัมภีร์และภาษารัก มีเพศเป็นสตรี) พักพิงในอ้อมอกของนาง ดื่มน้ำนมของนาง ท่านถือว่ากางเขนเป็นเตียงเจ้าบ่าวขององค์ปัญญานิรันดร์ผู้ทรงรับเอากาย อันนำมาซึ่งชีวิตใหม่ที่มีชัย เช่นเดียวกับนักบุญเปาโล ท้ายที่สุดมงฟอร์ตมององค์ปัญญาเป็นพระคริสต์ผู้ถูกตรึง “องค์ปัญญาคือกางเขนและกางเขนคือองค์ปัญญา” ไม่เหมือนกับหลายๆ คนในกลุ่มที่ยึดแนวฝรั่งเศส นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตเขียนน้อยมากในเรื่องการฟื้นคืนชีพ เนื่องเพราะจากและในกางเขนนี่เองที่เกิดเป็นชัยชนะของการเสด็จกลับเป็นขึ้นมา คำสอนที่เคร่งครัดในจดหมายถึงบรรดาเพื่อนกางเขนของท่านนั้น จะต้องทำความเข้าใจด้วยแสงสว่างของข้อคำสอนตามแนวนักบุญเปาโลเกี่ยวกับองค์ปัญญาในฐานะเป็นพระคริสต์ผู้ถูกตรึง

 

B ความครบครัน
ด้วยการถือตามโบดองในหัวข้อนี้อย่างเคร่งครัด นักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตจึงให้รายการของทุกๆ สิ่งที่จะต้องถวายแด่พระเจ้า เนื่องจากในยุคของท่านนั้นข้อคำสอนเรื่อง “กุศลต่างๆ ของตัวเราและความพึงพอใจทั้งหลายของเรา” กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ สิ่งเหล่านี้จึงถูกรวมให้อยู่ในหัวเรื่องของ “ความครบครัน” ไม่ว่ามงฟอร์ตจะสาธยายเป็นประเภทต่างๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ระบุถึงความเข้าใจของท่านต่อการถวายตนเองก็คือความครบครันอย่างที่สุด มันไม่ใช่เพียงการถ่ายโอนสิ่งของ ไม่ใช่ในการมอบสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ หลุยส์ เดอ มงฟอร์ตขยายความและทำให้ข้อคำสอนของเบรูลเรื่อง “ศีลบนของการเป็นทาส” ครบครันด้วยการย้ำว่า การถวายตนเองนั้น ท้ายที่สุดแล้วเกี่ยวกับบุคคลนั้นๆ เอง ในสมัยใหม่นี้เราอาจกล่าวได้ว่านักบุญหลุยส์ มารีย์กำลังสอนว่า “ตัวตน” นั้นจะเป็นตัวตนเองอย่างครบครันก็เมื่อได้ให้คนอื่นจนหมดสิ้น พระเจ้าแห่งความอ่อนหวาน โดยผ่านทางพระคริสต์องค์ปัญญา ด้วยอำนาจของพระจิต มงฟอร์ตบอกว่า พวกเราต่างเป็นทาสของพระเจ้าเสมอโดยธรรมชาติ (ในฐานะสิ่งสร้าง การไถ่กู้) ดังนั้น เราจึงต้องเลือกว่าจะเป็นทาสแบบถูกบังคับ ด้วยการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเรานั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า หรือเป็นทาสรักผู้ยินดีต่อความจริงของการที่เรามีความสัมพันธ์แบบคู่หมั้นกับพระเจ้าเสมอไป ท่านธรรมทูตท่านนี้กำลังสอนว่า เราเองนั้นเป็นของพระเจ้าอยู่แล้ว สิ่งที่เราเรียกว่า “การมอบตัวเอง” ก็คือการรักและการยืนยันอย่างโจ่งแจ้งว่าเราเป็นของพระเจ้าและพระเจ้าทรงเป็นของเรา

 

C ศีลล้างบาป
แม้ว่านักบุญหลุยส์ มารีย์ไม่ได้ทิ้งข้อเขียนพิเศษในหัวเรื่องศีลล้างบาปไว้ให้เราก็ตาม ความเข้าใจและความรักของท่านต่อศีลศักดิ์สิทธิ์ประการแรกนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสามัญที่สุดในหมู่สมาชิกแนวฝรั่งเศสนั้น ก็พบปะปนอยู่ในงานเขียนมากมายของท่าน ท่านตัดนามสกุล กรีญอง ของท่านออกไป โดยให้เรียกท่านเพียงว่า คุณพ่อจากหมู่บ้านมงฟอร์ต เนื่องเพราะเป็นวัดของหมู่บ้านนี้นี่เองที่ท่านได้รับศีลล้างบาปสู่พระคริสต์ งานเทศน์มิชชั่นตามเขตวัดของท่านขึ้นถึงจุดสูงสุด เมื่อท่านนำขบวนแห่การรื้อฟื้นสัญญาศีลล้างบาปอย่างมโหฬาร สมาชิกในเขตวัดแต่ละคนที่เข้าร่วมการเทศน์มิชชั่น “มีเอกสารตีพิมพ์บทภาวนารื้อฟื้น นั่นคือพันธสัญญากับพระเจ้า ซึ่งมีรายการของข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับบรรดาผู้ที่ได้รื้อฟื้นสัญญาศีลล้างบาปอย่างสง่าแล้ว”

 

ตามการนำของพระคาร์ดินัลเบรูล ท่านนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตเขียนว่า “การถวายตนเองอย่างครบครันต่อพระคริสต์ก็คือการถวายตนเองอย่างครบครันและสมบูรณ์ต่อพระนางมารีย์ ซึ่งเป็นความศรัทธาที่เราสอน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการรื้อฟื้นสัญญาและศีลบนศีลล้างบาปอย่างครบครันนั่นเอง” สำหรับท่านธรรมทูตท่านนี้แล้ว คำว่า “การถวายตนเอง” และ “การรื้อฟื้นสัญญาศีลล้างบาป” มีความหมายเหมือนกัน ท่านนักบุญถือว่า “การถวายตนเอง” นั้นตามความหมายที่แท้จริงของ latria (การนมัสการขั้นสูงสุด) กระทำต่อพระเจ้าเท่านั้น บางทีไม่มีอะไรจะอธิบายถึงข้อคำสอนของมงฟอร์ตเกี่ยวกับการถวายตนเองได้ดีไปกว่าการที่ท่านย้ำว่า ไม่มีอะไรจะเทียบเท่า “ความครับครัน” ของการดำเนินชีวิตศีลศักดิ์สิทธิ์ของการจุ่มตนในพระเยซูคริสต์ ความชัดเจนและการเน้นของท่านในหัวข้อนี้นั้น เป็นสิ่งสำคัญมากสิ่งหนึ่งต่อแนวคิดฝรั่งเศส

 

D พระแม่มารีย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอธิบายของนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตถึงมิติของพระแม่มารีย์ที่จำเป็นต่อการถวายตนเองนี้เอง ที่ทำให้ท่านธรรมทูตพเนจรท่านนี้ได้รับคำยกย่องเป็นพิเศษจากแผนกข้อคำสอนของพระศาสนจักรและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ประชากรของพระเจ้า เป้าหมายของการฟื้นฟูนี้ชัดเจนว่าคือพระคริสต์องค์ปัญญา อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของมงฟอร์ตนั้น การถวายตนเองแด่พระคริสต์ (การนมัสการขั้นสูงสุด –latria) โดยในเวลาเดียวกันมิได้ถวายตนเองแก่พระแม่ (ความศรัทธา-dulia)พร้อมไปด้วยนั้น เป็นไปไม่ได้

 

คำอธิบายของท่านนักบุญต่อหัวข้ออันสำคัญนี้นั้น สืบเนื่องโดยตรงจากการเน้นถึงรหัสธรรมการรับเอากาย (รหัสธรรมเรื่องพระคริสต์ดำเนินชีวิตในพระนางมารีย์) ของแนวคิดฝรั่งเศส “จากรหัสธรรมข้อนี้เองที่พระคริสต์รวมไปถึงรหัสธรรมต่างๆ อันจะตามมาในชีวิตของพระองค์ด้วยการยอมรับอย่างเต็มพระทัย ด้วยเหตุนี้เองที่รหัสธรรมข้อนี้คือบทสรุปของรหัสธรรมทั้งหมดของพระองค์ เนื่องจากในรหัสธรรมนี้นั้นเป็นพระประสงค์และพระหรรษทานของรหัสธรรมทั้งหมด” จุดเริ่มต้นรวมไปถึงสิ่งที่จะตามมาในความหมายที่ว่า มันเป็นกฎที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ซึ่งครอบคลุมถึงทุกสิ่งที่สืบเนื่องมาจากมัน มันสูงส่งกว่าสิ่งที่เป็นผลมาจากมัน และทำให้สิ่งที่เป็นผลมาจากมันทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของมัน ดังนั้น บทบาทของพระแม่มารีย์ในรหัสธรรมรับเอากายก็คือบทบาทที่พระเจ้าทรงประสงค์ในประวัติศาสตร์แห่งความรอดทั้งครบ และท่านนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตได้เน้นด้วยพระวรสารของนักบุญลูกาว่า พระนางในรหัสธรรมรับเอากายนั้นก็คือการตอบรับ fiat ของสิ่งสร้างทั้งมวล ต่อการแทรกเข้ามาของความรอด ในพระนาง ผ่านทางการตอบรับพระนางต่อพระหรรษทานของพระเจ้า การไถ่กู้ของพวกเรา –องค์ปัญญาทรงรับเอากาย จึงบังเกิดขึ้น ตามแนวคิดของมงฟอร์ตนั้น การตอบรับของพระนางจึงมีความจำเป็น นั่นคือ ไม่ได้จำเป็นอย่างที่สุด แต่จำเป็นในขณะนี้ (ซึ่งเป็นสิ่งเดียว) ตามพระประสงค์ในลำดับของการช่วยให้รอด นอกจากนี้มันยังเป็นตัวแทนของการตอบรับในแนวทางความรอด ตอบออกมาอย่างอิสระในนามของมนุษยชาติทั้งปวง รวมไปถึงสิ่งสร้างทั้งมวลด้วย ในพระบุคคลของพระองค์นั้น พระคริสต์ทรงเป็นการมอบถวายแบบไถ่กู้ต่อจักรวาลนี้ ทรงบังเกิดขึ้นผ่านพระหรรษทานของพระเจ้าและการเป็นตัวแทนตอบรับของพระนางมารีย์ พระนางมารีย์คือ “สาวน้อย” ของมนุษยชาติที่มีบาป ขี้กบฏ และเหินห่าง ผู้ซึ่งในนามของทุกคนได้เปิดประตูของสิ่งสร้างให้องค์ปัญญานิรันดร์ เพื่อที่ว่าพระองค์จะได้ทรงมารับเอากายแบบเรา ไถ่กู้บรรดาพี่น้องในและผ่านทางครรภ์ของพระนางที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อ “กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ผู้ทรงเป็น ทรงตั้งพระทัยเข้ามาสู่สิ่งที่ไม่เป็น เพื่อทำให้สิ่งที่ไม่เป็นได้กลายมาเป็น พระองค์ผู้ทรงเป็น โดยพระองค์ได้ทรงกระทำอย่างครบครันด้วยการมอบพระองค์เอง และยอมมอบพระองค์เองต่อพระนางพรหมจารีมารีย์ที่ยังเป็นสาวอยู่ โดยมิได้ยุติการเป็นพระองค์ผู้ทรงเป็นตลอดนิรันดร์ภายใต้กรอบของกาลเวลาเลย” พระนางมารีย์ “คนกลางของการเร้าวิงวอน” ก็คือการตอบรับต่อความปรารถนาของพระเจ้าในอันที่จะไถ่กู้เราทั้งในและผ่านทางพระเยซู “ผู้ทรงเป็นคนกลางของการไถ่กู้” แต่ผู้เดียว

 

ดังนั้น ชีวิตของเราในพระคริสต์ การเกิดใหม่ของเราทางศีลล้างบาป –เช่นเดียวกับทุกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์แห่งความรอด จึงมีรอยประทับจากความเชื่อของพระนางมารีย์อยู่ด้วย การฟื้นฟูสัญญาศีลล้างบาปของเราอย่างครบครัน เรียกร้องให้ยอมรับอย่างรักใคร่ต่อบทบาทอันแยกไม่ได้ของพระนางในการไถ่กู้ของเรา เราจะต้องร่วมในการตอบรับของพระนางต่อพระเจ้า หรือยิ่งไปกว่านี้อีกตามสำนวนของมงฟอร์ตคือ เราจะต้อง “ละวางตนเองอย่างสิ้นเชิงในพระนางมารีย์” นั่นคือ มีส่วนร่วมในการยอมอย่างศิโรราบและสิ้นเชิงต่อพระบิดา อย่างเปี่ยมไปด้วยความเชื่อของพระนาง โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ภายใต้พลังของพระจิต การฟื้นฟูสัญญาศีลล้างบาปทั้งหลาย การถวายตนเองแด่พระคริสต์ทั้งปวงนั้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการถวายตัวเองต่อพระนางมารีย์ด้วย มงฟอร์ตเรียกร้องให้ยอมรับอย่างโจ่งแจ้งและดำเนินชีวิตตามความจริงข้อนี้

 

การอธิบายถึงบทบาทของพระแม่มารีย์ในชีวิตคริสตชนโดยมงฟอร์ตเช่นนี้ เป็นของขวัญสำคัญชิ้นหนึ่งต่อแนวคิดฝรั่งเศส นอกจากนี้แล้วท่านยังเรียกร้องให้ดำเนินชีวิตในแบบของพระนางมารีย์ ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางด้วย “กระทำกิจการทุกอย่างของเราโดยพระนาง ร่วมกับพระนาง ในพระนางและเพื่อพระนาง เพื่อที่ว่าเราจะได้กระทำลงไปอย่างครบครันโดยพระคริสต์ ร่วมกับพระคริสต์ ในพระคริสต์และเพื่อพระคริสต์”

 

E ตามแบบอัครสาวก
เนื่องจากการถวายตนเองก็คือการรื้อฟื้นสัญญาศีลล้างบาปอย่างครบครัน ในตัวของมันเองนั้นก็เป็นการขยายวงของการประกาศข่าวดีออกไป กระตุ้นบรรดาคริสตชนให้รับใช้พี่น้องของตนซึ่ง –และนี่หมายความเป็นพิเศษถึงบรรดาผู้ที่สังคมทอดทิ้ง “เป็นภาพลักษณ์จริงๆ ของพระคริสต์” เช่นเดียวกับนักเขียนคนอื่นๆ ที่หยั่งรากลึกในแนวคิดของเบรูล หลุยส์ เดอ มงฟอร์ตก็ถูกครอบงำด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า “ที่จะทำลายบาปและสร้างการปกครองของพระคริสต์ขึ้นมาแทนที่โลกแห่งความชั่วร้าย” บรรดาผู้ที่ทำการถวายตนเองนั้นอธิบายได้ว่าคือ “บรรดาผู้ปรารถนาแต่เพียงเพื่อให้การปกครองของพระคริสต์จะได้มาถึงโดยทางมารดาของพระองค์ และเป็นผู้ที่กระทำทุกสิ่งตามที่ตนสามารถเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น” จุดมุ่งหมายในการเทศน์สอนถึงการถวายตนเองอย่างครบครันก็เพื่อจะก่อตั้ง “กลุ่มทหารหาญของพระคริสต์และพระนางมารีย์ เป็นกลุ่มชายและหญิงผู้จะทำการต่อสู้กับฝ่ายโลก ... อัครสาวกที่แท้จริงในช่วงสิ้นยุค” มงฟอร์ตอุทิศตนเป็นพิเศษ -และรวมไปถึงหมู่คณะสงฆ์ที่ท่านได้วิงวอนขออย่างร้อนรนด้วย เพื่อทำการฝึกอบรมตามแนวอัครสาวกต่อบรรดาฆราวาสชายหญิง เพื่อว่าพวกเขาจะกลายเป็นกองพลเพื่อพระอาณาจักรของพระนางมารีย์ ที่จะร่วมมือกับ “บรรดาสงฆ์ที่ร้อนรน” เพื่อ “รื้อฟื้นพระศาสนจักรและฟื้นฟูโลก” จุดประสงค์ทั้งหมดของมงฟอร์ตในการส่งเสริมการถวายตนเองนั้นสรุปได้ด้วยคำเดียวคือ “พระอาณาจักร”

 

ดูจะเป็นที่ชัดเจนว่าท่านนักบุญหลุยส์ เดอ มงฟอร์ตนั้นขึ้นกับแนวคิดด้านวิถีชีวิตจิตแนวเบรูลมาก และจริงๆ นั้น ก็เป็นผู้อธิบายอันยิ่งใหญ่คนหนึ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในการที่ท่านนักบุญเน้นเป็นพิเศษแบบไม่เหมือนผู้ใดต่อเป้าหมายของการเดินทาง คือองค์ปัญญาทรงรับเอากาย องค์ผู้เป็นที่รักในสภาวะตรีเอกภาพ และใช้วิธีการต่างๆ อันเป็นวิถีที่ครบครันเชิงพระแม่มารีย์อย่างเจาะจง ทำให้มีความแจ่มชัดว่า จะลดสำคัญของความแตกต่างทั้งหลายจากแนวคิดฝรั่งเศสเหล่านี้ลงไม่ได้

พร้อม footnote ref.

พี. กัฟเน่ เอส.เอม.เอม.
นำเสนอในการสัมนาในหัวเรื่องวิถีชีวิตจิตแนวฝรั่งเศส
แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย
สิงหาคม 1995
จาก WWW. MONTFORT MISSIONARIES
ถอดความโดย ภ. สุรเดช วิสุทธิวรรณ
16 กรกฎาคม 2010

 
 

 


Launched Montfortian.com @ Jan 20,2010 : 9:19 PM | Best view IE 7 and up, Safari, Google Chrome
Copyright © by Montfortian Associates Group 3 | www.Monfortian.com | All right reserved.
Design by Wholeinone Creative Company Limited