Nok Noi Vol.18 July- Dec 2011
Nok Noi Archive
After one year experiencing God
ข่าวสั่นและข่าวสั้น
บราเดอร์ธาเด (ลุงวรสาร) ภาค
Bro Provincial's letter
รวมมิตร

รวมมิตร

                  ไกร พงษ์พูล

"เมื่อแรกเริ่มนั้น พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว"(ยน ๑:๑) คราวนี้ขอเริ่มด้วยประโยคแรกของพระวรสารโดยนักบุญยอห์นชึ่งผู้เขียนเห็นว่าวรรคแรกคือ "เมื่อแรกเริ่มนั้น"มีนัยของปรัชญา ตามด้วยข้อความที่สองคือ"พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว"ซึ่งเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญา

 

ครั้งหนึ่งผู้เขียนชอบเอาเทปของพระวรสารนักบุญยอห์นมาเปิดฟังในรถ  จำได้ว่าในคำนำกล่าวว่าในสมัยก่อนผู้คนไม่ค่อยอ่านพระวรสารนี้เพราะเห็นว่ามีเรื่องปรัชญามากเกินไป  มาตอนหลังในราวปลายยุคกลางคนหันมาสนใจวิชาปรัชญามากขึ้นโดยมีนักบุญโทมัส อาไควนัส(1225-1274)เป็นคนดังคนหนึ่งที่สนใจนำปรัชญาของอริสโตเติ้ล(กคศ 384-322) มาประยุกต์เข้ากับศาสนา  คนจึงสนใจหันมาอ่านพระวรสารนี้มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

 

มีคำถามว่าทำไม่นักบุญยอห์นซึ่งเป็นชาวประมง และเป็นสานุศิษย์คนหนึ่งของพระเยซูเจ้าจึงมีความรู้เรื่องปรัชญา เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นจะต้องคาคคะเนเอา คือทราบว่ายอห์นเขียนพระวรสารที่เมืองเอเฟซัสเมื่อตอนอายุมากแล้ว นั่นก็แสดงว่าท่านได้ผ่านและสะสมประสบการณ์และความรู้ไว้มากมาย อีกประการหนึ่งภูมิภาคที่ท่านอยู่ก็เป็นท้องที่ของชาวกรีกซึ่งเพิ่งเมื่อประมาณสามร้อยปี ก่อนมีนักปรัชญาดังๆ ของโลกหลายท่านพร้อมใจทยอยกันมาเกิด การถกเถียงและอภิปรายเรื่องปรัชญาจึงคงหลงเหลือมาจนถึงสมัยของยอห์น พวกปัญญาชนรวมทั้งชาวบ้านธรรมดาเมื่อมาพบกันในวงกาแฟ ก็อดถกเถียงเรื่องปรัชญากันไม่ได้ ยอห์นก็คงเป็นคนหนึ่งในกลุ่มนี้ คือถ้าใครไม่รู้เรื่องปรัชญาก็ถือว่าเชยมาก ว่างั้นเถอะ

 

นักบุญเปาโลเกิดที่เมืองทาเซิส ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆแถวนั้น ท่านเป็นผู้มีความรู้ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี ซึ่งก็คงรวมความรู้เรื่องปรัชญากรีกด้วย ท่านกล่าวไว้ในจดหมายฉบับหนึ่ง เตือนลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่า อย่าเสียเวลาไปกับการถกเถียงแล้วทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องปรัชญาที่ไร้สาระ ผู้เขียนมิได้หมายความว่าท่านประนามวิชาปรัชญา แต่ท่านคงหมายถึงอภิปรายกันอย่างขาดสติ ไม่เคารพความเห็นแตกต่างกัน ความเห็นแตกต่างกันไม่ควรนำไปสู่การทะเลาะวิวาทตบตีกัน

 

มาถึงตอนนี้ก็อดวกเข้าสถานการณ์เมืองไทยไม่ได้ ที่คนกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องหาประชาธิปไตย แต่กลับได้รับการสนองตอบด้วยลูกปืนของทหาร ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บไปมากมาย การเอาชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งเช่นนี้ เราเรียกว่า ลัทธิเผด็จการ เป็นฆาตกร!

 

เราวกมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า คือวรรคแรกที่เขียนว่า "เมื่อแรกเริ่มนั้น" อะไรเริ่มขึ้น ถ้าเราอ่านต่อไปในข้อที่ 3 ก็จะพบคำว่า "ทุกสิ่ง" และอีกคำหนึ่งในข้อที่ 10 คือคำว่า " โลก" นั่นคือสิ่งที่แรกเริ่ม ก็คือทุกสิ่งรวมทั้งโลกและจักรวาล ตอนนี้แหล่ะที่เริ่มมีปัญหาใหญ่ในวงปรัชญาแล้ว เพราะชาวคริสต์ซึ่งเป็นฝ่ายเทวะนิยมเชื่อว่า สิ่งทั้งหลายเกิดมาเพราะพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้าง แต่นักปรัชญาอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นมาเอง โดยไม่มีผู้ใดสร้าง ได้แก่ ฝ่ายที่ถือลัทธิอเทวะนิยม

 

ลองมาดูซิว่านักปรัชญาดังของโลก เช่น อริสโตเติ้ล(กคศ 384-322) มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตามความรู้อันเล็กน้อยของผู้เขียนเกี่ยวกับปรัชญา ก็พบว่าท่านปรัชญาผู้นี้เชื่อว่ามีผู้ให้กำเนิดแก่สิ่งเหล่านี้ ท่านเรียกผู้นั้นว่า " ผู้เคลื่อนแรก" (first mover) เพราะท่านให้เหตุผลว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหลายนี้เป็นผล เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุซึ่งเป็นตามความเห็นของคนทั่วไป สิ่งทั้งหลายเคลื่อนก็ต้องมีอะไรมาทำให้มันเคลื่อน เพราะประสบการณ์บอกว่า สิ่งที่อยู่นิ่งเช่นก้อนหินและภูเขามันอยู่นิ่ง ถ้ามันเคลื่อนก็แสดว่ามีสิ่งอื่นมาทำให้มันเคลื่อน เช่น แผ่นดินไหวเป็นต้น

 

แต่ปัญหาก็ตามมาอีกว่า แล้วผู้ทำให้เคลื่อนแรกมาจากไหน ตอนนี้แหล่ะที่อริสโตเติ้ลฟันธงลงไปว่า ถ้าไม่มีผู้เคลื่อนแรก ก็จะถามต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่สุดหมายความว่าไม่มีผู้เคลื่อนแรก เมื่อไม่มีผู้เคลื่อนแรกแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เหมือนกับไข่และไก่ อะไรเกิดขึ้นก่อนกัน

 

คราวนี้หันมาถึงวรรคที่สอง คือ " พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว" คำว่าพระวจนาตถ์ หมายถึงคำว่า logos ซึ่งสมัยนั้นหมายถึงคำพูดบ้าง ความรู้บ้าง กฎเกณฑ์ต่างๆบ้าง สิ่งสูงสุดบ้าง คำพูดเป็นเสียงที่ออกมาจากปากของผู้พูดที่มีความหมาย แสดงให้เห็นคุณสมบัติของผู้พูด ซึ่งในวรรคต่อไป ยอห์นบอกว่าเป็นพระเจ้า ไม่ใช่ผู้พูดเป็นพระเจ้าอย่างเดียว แต่คำพูดหรือพระวจนาตถ์นั้นก็เป็นพระเจ้าด้วย ดังที่ยอห์นเขียนไว้ในวรรคที่สามของข้อ 1 นี้

 

ท่านยอห์นบอกว่าพระวจนนาตถ์หรือพระเจ้านี้ทรงดำรงอยู่(ก่อน)แล้ว ก่อนอะไร ก่อนที่ทุกสิ่งหรือโลกและจักรวาลจะเกิดขึ้นมารวมทั้งสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือชีวิตในข้อที่ 4 แล้วท่านก็เดินเรื่องต่อไปจนจบบท

 

วรรคที่สองนี้ก็มีปัญหาอีก เป็นปัญหาทางศาสนาและปรัชญา ปัญหาศาสนาเพราะคนบางกลุ่มเช่นชาวคริสต์ และชาวถือลัทธิเทวะนิยมทั่วไปเชื่อว่ามีพระเจ้าและพระองค์เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและจักรวาล ทรงทราบทุกอย่างในโลกของสสาร และกฎเกณฑ์ต่างๆของมันที่เราเรียกว่าวิทยาศาสตร์ และฟิสิกส์ ทรงทราบอย่างละเอียดลงไปจนถึงอะตอมและอนุภาคต่างๆ อนุภาคเล็กสุดเหล่านี้มีสภาพไม่คงที่ มันอาจจะเปลี่ยนเป็นพลังงาน หรือเปลี่ยนกลับมาเป็นสสารเมื่อไรก็ได้ ไม่มีใครสามารถกำหนดที่อยู่ของมันได้มันเปลี่ยนสภาพไปมาได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะตรงกับพุทธคติที่ว่า สิ่งทั้งหลายนั้นมันเกิดๆดับๆ แต่พระเจ้าทรงทราบว่ามันอยู่ที่ใดเพราะพระองค์ทรงสร้างมันมา

 

ในโลกของจิตก็เช่นกัน พระเจ้าทรงทราบสภาพของจิต และชีวิต ในพระคัมภีร์โดยเฉพาะในพระวรสารนี้ เราพบอยู่บ่อยๆว่า พระเยซูทรงทราบความคิดของมนุษย์ทุกคน พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมาตั้งคำถามเพื่อจะจับผิดพระองค์ พระองค์ทรงตอบได้อย่างฉะฉานและตรงเข้าไปในจิตใจของพวกเขา พระองค์อ้างพระคัมภีร์เก่ามาเป็นหลักฐานได้อย่างฉับไว จนทำให้พวกยิวพิศวงงงงวย(มีตัว ง หลายตัวก็ทำให้งงเหมือนกัน) เพราะพวกเขาทราบว่าพระองค์ไม่ได้เรียนพระคัมภีร์กับใคร ครั้งหนึ่งอายุเพียง12 พรรษา ก็อธิบายพระคัมภีร์ในวิหารได้อย่างน่าพิศวง จำได้ว่ามีอยู่ 2-3 ครั้งที่พระองค์ทรงตั้งคำถามเอากับพวกธรรมาจารย์และฟาริสีบ้าง พวกนั้นก็อ้าปาก ส่ายหน้า ตอบไม่ได้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่พวกเขาเป็นอาจารย์สอนอยู่ก็ตาม

 

ปัญหาที่เห็นชัดๆในการอ่านพระวรสารโดยเฉพาะพระวรสารนักบุญยอห์นคือ พวกยิวส่วนหนึ่งในสมัยของพระเยซูโดยเฉพาะพวกธรรมาจารย์ เช่นพวกฟาริสีและสะดูสี ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า พวกเขาเชื่อว่าพระองค์เป็นแต่เพียงมนุษย์ธรรมดาเหมือนพวกเขา พระเยซูเป็นลูกของนางมารีย์และโยเซฟช่างไม้ในหมู่บ้าน ไม่เห็นได้เรียนในสำนักใด แล้วทำไมจึงกล้ามาอ้างว่าเป็นบุตรของพระเจ้า

 

ที่จริงพระเยซูก็ทรงเห็นใจพวกเขา เพราะประสบการณ์ของพวกเขาเป็นเช่นนั้น คงจะเป็นเพราะเหตุนี้ พระองค์จึงต้องให้ความรู้ของพระองค์แก่เขาและทำอัศจรรย์ต่างๆมาช่วยเขาให้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นนั้น คือทรงเป็นบุตรของพระเจ้า และเป็นบุตรของมนุษย์ด้วย พระองค์ทรงทำให้คนตาบอดกลับมามองเห็น คนไบ้พูดได้ คนเป็นอัมพาตลุกขึ้นเดินได้ คนโรคเรื้อนหายทันที ให้เห็นจะๆต่อหน้าต่อตา แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ เถลไถลบอกว่าพระองค์เล่นกลบ้าง ใช้อำนาจของปีศาจบ้าง แต่ก็อดแอบเกาหัวยิกๆ เจ็บใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อันหลังนี้ไม่มีในพระวรสาร ผู้เขียนจิตนาการขึ้นเอง!

 

พระเยซูเองก็ทรงพิวงและเหมือนกับตำหนิพวกยิวเหล่านี้ว่าเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น จิตใจแข็งกระด้าง มีตาก็เหมือนตาบอด มีหูก็เหมือนหูหนวก ถึงกับเตือนว่าถ้าไม่กลับใจก็จะต้องตายในบาปเป็นแน่

 

มาถึงตรงนี้ก็อดให้ข้อสังเกตไม่ได้ว่า คนเรานี่มีสมรรถภาพความเชื่อไม่เหมือนกัน บางคนเชื่อง่ายบางคนเชื่อยาก บางคนทำอย่างไรก็ไม่เชื่อ ความเชื่อจึงเป็นเรื่องลึกลับอย่างหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดผลที่แทบไม่น่าเชื่อ พระเยซูตรัสว่าถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมาสตาร์ด ท่านจะทำอะไรก็ทำได้ ท่านจะบอกให้ภูเขาเลื่อนลงไปอยู่ในทะเลท่านก็ทำได้ ท่านสอนว่าพระเจ้าทรงทำได้ทุกอย่าง อันนี้ก็ไม่น่าสงสัยอะไร เพราะพระเจ้าทรงสรรพานุภาพ แต่ท่านยังตรัสกับสานุศิษย์ ซึ่งก็รวมทั้งพวกเราด้วยว่า เราก็สามารถทำได้ทุกอย่างอย่างไม่มีข้อสงสัย

 

ความเชื่อนี้อาจจะลดน้อยลง หรืออาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น สานุศิษย์เปโตร ครั้งหนึ่งเห็นพระเยซูเสด็จเดินเหนือผิวน้ำ เปโตรก็อยากจะเดินบนน้ำบ้าง พระเยซูจึงตรัสให้ลงเรือเดินมาซิ พอเดินมาได้ระยะหนึ่งก็เกิดลมพัดมาเปโตรก็เกิดกลัวขึ้นมา และตัวท่านก็จมลงไป พระเยซูต้องดึงขึ้นมา

 

เช่นเดียวกับความเชื่อในศาสนา ถ้าไม่หมั่นดูแลรักษา คือ ภาวนา ศึกษาและมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นประจำ ความเชื่อก็จะค่อยๆลดน้อยลงจนหายไปในที่สุด เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่หมั่นรดน้ำ มันก็จะเหี่ยวแห้งและตายลงไป

 

มาถึงตอนนี้ก็ทำให้นึกถึงท่านนักปรัชญาชื่อว่า นิตเช่ (1844-1900) ที่โด่งดังเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 ที่กล่าวว่า "พระเจ้าตายแล้ว" ทำให้ผู้คนฮือฮากันมาก และยังมีนักปรัชญาและนักศาสนาอีกหลายท่านที่กล่าวว่าความเชื่อในเรื่องศาสนาเป็นเรื่องเหลวไหล และยังเป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษยชาติ เช่น มาร์ซ (1818-1883) เบอตรัน รัสเซล(1872-1970) และโอ กูส กองค์ (1798-1857) เป็นต้น

 

ทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาจึงพูดเช่นนั้น เช่นว่าพระเจ้าตายแล้ว ผู้เขียนมีความรู้เรื่องปรัชญาเพียงน้อยนิด แต่ก็มีสิทธิที่จะวิจารณ์ท่านเหล่านั้นได้ เพราะในความเห็นของผู้เขียนนั้น พระเจ้าไม่ได้ตาย พระเจ้าในความเห็นของชาวเทวะนิยมนั้น ยังดำรงอยู่และจะอยู่ต่อไป เพราะฉนั้นสิ่งที่ว่าตายนั้นคือความเชื่อของนายนิตเช่ มันตายแล้ว ความเชื่อของเบอตรัน รัสเซล ซึ่งเกิดมาในตระกูลนิกายแองกลีกันมันเหือดหายแล้วหมดไปในที่สุด


เมื่ออ้างถึงนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ฝ่ายอเทวะนิยม ก็ต้องกล่าวถึงฝ่ายเทวะนิยมที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ดังๆของโลกด้วย เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกัน ซึ่งก็มีโดเปอนีเคิส(1473-1545) เคปเปลอ(1571-1630) กาลิเลโอ (1564-1642) นิวเติ้น (1642-1727) และเลอแมตเตรอ ที่เป็นสงฆ์และบิดาของทฤษฎีบิกแบงก์นั่นเอง

 

มาถึงตรงนี้ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมจึงเกิดเรื่องที่สงฆ์และนักบวชหลายคนไปลวนลามเด็ก ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วแต่เกิดเป็นข่าวใหญ่เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว และก็ยังมีข่าวออกมาทางสื่ออยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ มันทำให้คนเราต้องคิดว่า ทำไมๆๆจึงเกิดขึ้นได้ เมื่อรู้แล้วจะได้ระวังตัว

 

ผู้เขียนคิดว่าความเชื่อของท่านเหล่านั้นคงลดน้อยลงไปมากเช่นเดียวกับพวกเรา เมื่อเวลาทำบาปก็เห็นว่าเราขาดความเชื่อในคำสอนของพระเจ้าจึงถลำลงไป ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผู้เขียนเห็นว่าเราขาดความรักในพระเจ้า ถ้าเรารักพระเจ้าจริงๆเราก็คงไม่ทำผิดต่อคำสอนของพระองค์ ดังที่พระเยซูทรงกล่าวซ้ำอยู่หลายครั้งในพระวรสารนักบุญยอห์นว่า " ผู้ที่รักเรา คือ ผู้ที่ปฎิบัติตามบทบัญญัติของเรา" (ยน14:15,23) หรือผู้ที่ปฎิบัติตามบทบัญญัติ (หรือวาจา หรือคำสอน)ของเราคือผู้ที่รักเรา"(ยน14:21) แล้วยังเน้นอีกแห่งหนึ่งว่า "ผู้ที่ไม่รักเรา ก็จะไม่ปฎิบัติตามบทบัญญัติของเรา" (ยน14:24)

 

ปัญหามีอยู่ว่าเราจะเกิดความรักต่อพระเยซูหรือพระเจ้าได้อย่างไร มีผู้กล่าวว่าความรักเกิดขึ้นจากการรู้จัก เมื่อรู้จักแล้วจะเกิดความรัก เราอาจรู้จักได้โดยการฟังคำเทศน์สอน หรือจากการอ่านและศึกษาพระวรสารโดยเฉพาะพระวรสารนักบุญยอห์น

 

ในพระวรสารนี้ เราจะพบอย่างชัดเจนว่า พระเยซูได้ทรงทำทุกอย่างทั้งในฐานะมนุษย์ และในฐานะพระเจ้าเพื่อให้เรารักพระองค์ พระองค์ทรงเชื้อเชิญให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์โดยการดำรงอยู่ในพระองค์(ยน 6:56,15:5,9) ดำรงอยู่ในจิตใจซึ่งกันและกันซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้อย่างมากที่สุด เช่นความรักของพ่อแม่กับลูก จะทำมากกว่านี้คงไม่ได้ ได้แต่เพียงพูดว่ารักกันปานจะกลืน

 



แต่พระเยซูทรงทำได้ในฐานะที่เป็นพระเจ้า โดยบิเนื้อและแบ่งเลือดของพระองค์ให้เรารับประทาน(ยน 6:53-54) ในศีลมหาสนิท เพื่อจะกลายเป็นเลือดเนื้อเดียวกันกับเรา พระองค์ยังเรียกร้องให้สานุศิษย์ซึ่งก็รวมทั้งเราด้วย ให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์(ยน 17:21-26) ทั้งจิตใจและความรัก แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะพระองค์ตรัสว่า "พระองค์ทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ที่อยู่ในโลกนี้ พระองค์จะทรงรักเขาจนถึงที่สุด" (ยน 13:1) นั่นคือสละชีวิตของพระองค์ด้วยความสมัครใจ (ยน 10:17-12) ยอมรับทรมานโดยถูกเฆี่ยนตี และรับทรมานแสนสาหัส จนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเรา เท่านั้นยังไม่พอ พระองค์ยังใช้อำนาจของพระองค์กลับฟื้นคืนชีพ เพื่อจะย้ำความเชื่อของเราว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้านะ คำสอนทั้งหมดที่ได้ทรงสอน ความรักที่พระองค์ได้แสดงนั้นเป็นที่น่าเชื่อถือได้อย่างมั่นใจ และความรักนี่แหล่ะที่พระองค์ตรัสว่า ผู้ที่รักพระองค์จะปฎิบัติตามบทบัญญัติที่พระองค์ได้วางไว้ ความรักนี้ผู้เขียนเชื่อว่าไม่น่าจะทำให้เราไปละเมิดบทบัญญัติจนไปละเมิดและลวนลามเด็ก และเพราะความรักของพระองค์นี่แหล่ะ ที่พระองค์ออกมาเรียกร้องกับเราว่าให้เรารักพระเจ้าจนสุดกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด และสติปัญญา (มก12:29-31)

 

มาถึงตรงนี้ก็ต้องรีบขมวดเรื่องให้จบ เพราะบทความจะใหลยาวเกินไปแล้ว แต่ก็ขอหวนไปยังคำสุดท้ายของวรรคแรกของพระวรสาร คือ พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว นั่นคือก่อนที่สิ่งทั้งหลายถูกสร้างขึ้นมานั้น พระผู้เป็นเจ้าทรงดำรงอยู่ก่อนแล้ว อาจจะพูดได้ว่าก่อน big bang จะเกิดขึ้นนั้น พระเจ้าทรงดำรงอยู่แล้ว พระองค์ทรงดำรงอยู่แล้ว ก่อนที่กาลเวลาจะเกิดขึ้น ดังที่เราสวดกันในวรรคที่สี่ของบท "ข้าพเจ้าเชื่อ"

 

ผู้เขียนอยากจะเขียนอีกสักเรื่องสองเรื่อง เช่น เรื่องชีวิตของคนมีอายุ การรักษาสุขภาพ และจิตใจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหมู่คนมีอายุของพวกเรา รวมทั้งเรื่อง การติดตามหาความเป็นจริงในวงการปรัชญา เป็นต้น ก็คงต้องเอาไว้ลงในบทความคราวหน้า คราวนี้ก็ขอสนองคำเชิญชวนของท่านประธานมโนไว้เพียงนี้

 

ขอสรุปลงด้วยข้อความในบทสวด "เชิญเสด็จมาของพระจิตเจ้า" ว่าขอให้พระองค์เสด็จมาสถิตในดวงใจของพวกเรา และบันดาลให้ร้อนรนด้วยความรักของพระองค์ และทรงสอนใจเราด้วยการส่องสว่างของพระองค์ด้วยเทอญ

 

แหล่งข้อมูล
-พระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น
คณะกรรมการพระคัมภีร์คาทอลิคแห่งประเทศไทย
-กีรติ บุญเจือ   ชุดปรัชญาและศาสนาเซนต์ยอห์น(8 เล่ม)
                      สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเซนต์ยอห์น
-กีรติ บุญเจือ  แก่นปรัชญากรีก ไทยวัฒนาพานิช
-วารสาร  The Tablet London England

10 September, 2011


Launched Montfortian.com @ Jan 20,2010 : 9:19 PM | Best view IE 7 and up, Safari, Google Chrome
Copyright © by Montfortian Associates Group 3 | www.Monfortian.com | All right reserved.
Design by Wholeinone Creative Company Limited