วิวัฒนาการของชมรม
ความเป็นมาของชมรม
วิวัฒนาการของชมรม
กลุ่มเพื่อนมงฟอร์ต (กลุ่ม 3)
โครงสร้างและระเบียบการ
คณะกรรมการและที่ปรึกษา
ทำเนียบประธาน
Member List
นักบุญหลุยส์ มารี
Partnership-General Guidelines
 
 
Partnership-General Guidelines

สารบัญ

คำชี้แจง
อารัมภบท
1. Partnership คืออะไร
2. ทำไมต้องมี Partnership กับฆราวาส
3. ประวัติศาสตร์และเทววิทยาของ Partnership
4. มงฟอร์ตคาเบรียล Partnership คืออะไร
5. ก้าวย่างประวัติศาสตร์ของการสร้าง Partnership ในคณะ
6. มงฟอร์ตและฆราวาส
7. สมาชิก Associates
8. Collaborators
9. เครือข่าย
10. บัญญัติศัพท์

 

บทความจาก บ.โยธิน : เพื่อนมงฟอร์ตใหม่ และเพื่อนมงฟอร์ต(เพิ่มเติม)

 

Partnership: โครงสร้างกว้างๆ
มีนาคม 2009
ศูนย์กลางคณะภราดาเซนต์คาเบรียล กรุงโรม อิตาลี

 

คำชี้แจง
เอกสารฉบับนี้ชื่อ “Partnership-General Guidelines” คือการเรียบเรียงใหม่ของฉบับ 2004 ออกโดยศูนย์กลางกรุงโรม เป้าหมายเพื่อช่วยผู้ดูแลฆราวาสร่วมพันธะกิจในแขวงต่างๆ ก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างฆราวาสและภราดาเซนต์คาเบรียล

 

ในฐานะที่เป็นสมาชิกครอบครัวมงฟอร์ต เราได้รับแรงบันดาลใจจากจิตตารมณ์และคุณลักษณะพิเศษของท่าน เราเชื่อว่าวิถีชีวิตจิตของท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราในยุคปัจจุบัน ในการติดต่อกับพระเป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์ เยี่ยงปุถุชนทั่วๆ ไปมงฟอร์ตพยามยามแสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความสุข ซึ่งท่านเรียกว่า “ปัญญาญาณ” หลังจากฟันฝ่าความทุกข์ยากและความเห็นขัดแย้งที่มีอยู่ต่อเนื่อง มงฟอร์ตพบว่าวิธีที่ดีที่สุด คือการแสวงหาและจำลองแบบพระเยซูเจ้า ปัญญาญาณที่แท้จริง “พระเยซูเจ้า องค์ปัญญาญาณนิรันดร์ที่รับเอากายและถูกตรึง” เป็นวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยกางเขน แต่มงฟอร์ตเป็น “บิดาที่ใจดี” ท่านได้มอบเคล็ดลับที่ง่ายและรวดเร็ว ในการได้มาขององค์ปัญญาญาณ นั่นคือให้เราเข้าหาพระเยซูเจ้า โดยทาง พระแม่

 

ด้วยเหตุที่ท่านรักองค์ปัญญาญาณ ท่านก็รักเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะ “บุคคลที่โลกทอดทิ้ง” ท่านได้ทุ่มชีวิตทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ถึงขั้นสมบูรณ์ของกระแสเรียกการเป็นมนุษย์ ให้พบปัญญาญาณที่แท้จริง ดังที่ท่านได้พบ และเพื่อหล่อเลี้ยงองค์ปัญญาญาณด้วยกิจศรัทธา

 

ในฐานะที่เป็นสานุศิษย์ของท่าน เรานักบวชและฆราวาส ได้เลือกหนทางที่แม้ยากแต่ก็เต็มไปด้วยพระพร

 

ขอขอบคุณและแสดงความยินดีกับคณะกรรมการยกร่าง ภราดาเปาโลส เมคคูเนล ภราดาปอลราช แม้ว่าจะมีข้อผูกมัดมากมาย ภราดาปอลราชไม่ลดละที่จะคิดใหม่ ปรับปรุงใหม่ และเข้ารูปเล่มเอกสารทั้งหมด เขาคือพลังหลักของงานปรับปรุงนี้ ข้าพเจ้าขอชมเชยและขอบคุณในผลงานของเขา

 

ขอบคุณพิเศษอัคราธิการและคณะที่ปรึกษาฯ ที่ได้ศึกษาเอกสารและได้อนุมัติ คุณประโยชน์และรางวัลของการทุ่มเทเหล่านี้ คือการขยายสมาชิกครอบครัวมงฟอร์ตในรูปแบบของ Collaborators และ Associates ผู้ที่จะดำเนินชีวิต มีส่วนร่วมและส่งเสริมลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์ มงฟอร์ต

 

กรุงโรม 25 มีนาคม 2009
ฉลองพระนางมารีอารับสาสน์
ภราดา ยอร์ช เลอ แวร์น
ผู้ช่วยอัคราธิการ รับผิดชอบ Partnership

 

 

อารัมภบท
ประชากรโลกมีความตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น พระ ศาสนจักรก็เข้าใจตนเองลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทบาสำคัญของฆราวาสในการมีส่วนร่วมในชีวิตและพันธะกิจของพระศาสนจักร การตระหนักว่าคุณลักษณะเฉพาะเป็นพระพรพิเศษของพระเป็นเจ้าต่อมวลมนุษย์ และข้อเรียกร้องของนิมิตหมายแห่งกาลเวลา องค์ประกอบเหล่านี้บังคับให้เราต้องร่วมมือกับฆราวาสชายหญิงที่มีน้ำใจดีทุกคน

 

Partnership เป็นการเชื้อเชิญสากล “ทุกวันนี้โลกเชื่อมต่อกันด้วยระบบเครือข่ายของความเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระศาสนจักรเป็นหนึ่งเดียวกันเพราะยึดจิตตารมณ์ของความสมานฉันท์ เราได้รับการเชื้อเชิญให้ดำเนินชีวิตแบบร่วมด้วยช่วยกันกับคนอื่น และแนวความคิดนี้เราหยิบยื่นให้ทุกคนที่มีน้ำใจดี” (ถ้อยแถลงของสมัชชาใหญ่ที่ 30 ข้อที่ 37) พระศาสนจักรสนับสนุนให้ Partnership กระจายไปยังมวลมนุษย์ ที่กำลังร่วมสร้างพระราชัยของพระเจ้า (กจ 10.35 GS 22)

 

การเข้าใจที่ครอบคลุมของพลวัตแห่งความรอดและเสรีภาพของบุคคลคือรากฐานหลักของ Partnership ในเรื่องนี้พระสันตะปาปายอห์นปอลที่สองทรงกล่าวว่า “ประสบการณ์ใหม่ของความเป็นหนึ่งเดียวกันและการร่วมมือกัน น่าจะมีการสนับสนุนด้วยเหตุผลหลายประการ...”

 

1. Partnership คืออะไร
Partnership เป็นศัพท์ที่ครอบคลุม หมายถึงกิจกรรมต่างๆที่บุคคลกระทำร่วมกับบุคคลอื่นๆเพื่อให้สำเร็จ เพื่อความดีของสังคมและพระศาสนจักร เพื่อให้พระราชัยมาครอบครองเร็วยิ่งขึ้น ในบริบทสถาบันนักบวช ศัพท์นี้หมายถึงพันธะกิจของสถาบันที่บรรลุเป้าหมายด้วยความร่วมมือของฆราวาส

 

Partnership ในบริบทนักบวชคือการรวมกันของบุคคลที่ได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้าและคุณลักษณะเฉพาะ สมาชิกมีความสัมพันธ์และร่วมมือกับสมาชิกคณะนักบวชด้วยความเต็มใจ และดำเนินชิวิตในความสัมพันธ์นี้ในบริบทของตน พวกเขาตั้งปณิธานที่จะซึมซับค่านิยม วิสัยทัศน์การศึกษาของผู้ตั้งคณะ และแบ่งปันให้กับบุคคลอื่น เป้าหมายสุดท้ายของ Partnership คือการสร้างโลกที่ยุติธรรมและสมานฉันท์เพื่อว่าทุกคนดำเนินชีวิตเยี่ยงบุตรพระเจ้า

 

สังคมบางสังคมในโลกปัจจุบันมีการแบ่งชั้นวรรณะ อคติต่อเชื้อชาติและชนชั้นก่อให้เกิดการเลือกที่รักมักที่ชังและการกดขี่ มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เราทุ่มเทพละกำลังเพื่อสร้างพระราชัยของพระเจ้ามากกว่าพระศาสนจักร มีความพยายามที่จะทำงานร่วมกันและให้โครงสร้างที่เหมาะสมของความเสมอภาคและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น โครงสร้างทั้งหมดสัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรม ดังนั้นต้องเปิดรับการเปลี่ยนแปลง

 

สาสน์ของสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 29 (ปี 2000) ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับ Partnership ในสามมิติแตกต่างกัน
1) การปฏิญาณฝ่ายจิต
2) การร่วมมือกันในการประกาศข่าวดี
3) การมีเครือข่ายสัมพันธ์ (สาสน์ สมัชชาใหญ่ครั้งที่ 29 ข้อ 2.8)

 

2. ทำไมต้องมี Partnership กับฆราวาส

  1. ข่าวดีที่พระเยซูเจ้าประกาศคือ “พระราชัยพระเจ้า” และพระองค์ทรงขอร้องให้สาวกไปและป่าวประกาศแก่ทุกมุมโลก (มธ. 28.19-20) พันธะกิจนี้มอบหมายให้แก่กลุ่มสาวก คือพันธะกิจของพระศาสนจักร การประกาศข่าวดีไม่เป็นแค่เพียงกิจกรรมของพระศาสนจักร แต่เป็นชีวิตแท้ของเธอ (เทียบ สมณสาสน์ การประกาศข่าวดี Evangelii Nuntiandi)
  2. ฆราวาสทำหน้าที่ประกาศข่าวดีตามสภาพชีวิตของเขา และในบริบทโลกที่เขาดำเนินชีวิต โดยกระแสเรียก ฆราวาสถูกเรียกให้นำคุณค่าพระวรสารเข้าไปสู่โลกของวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และความสัมพันธ์นานาชาติ (เทียบ สมณสาสน์ ฆราวาสสาวกของพระคริสต์ Christifideles Laici)
  3. การประกาศข่าวดีคือหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นกระแสเรียกของทุกคนที่รับศีลล้างบาปแล้ว ในฐานะที่เป็นคริสตชนเราถูกเรียกให้สร้างวัฒนธรรมแห่งความรักที่โอบอุ้มมนุษย์ทุกคนในทุกรูปแบบ ในพันธะกิจเดียวกันนี้เองที่นักบวชและฆราวาสสามารถเป็น partners ที่เท่าเทียมกัน และทำงานด้วยกันพร้อมกับพระเยซูเจ้า เพื่อเผชิญกับการท้าทายใหม่ๆ ของโลกและสร้างอาณาจักรพระเจ้า
  4. ครอบครัวและเยาวชนมีบทบาทพิเศษในการกระทำให้พันธะกิจเดียวกันนี้สำเร็จไป สังคายนาวาติกันที่สองเรียกครอบครัวว่าเป็น “พระศาสนจักรบ้าน” (LG 11) ครอบครัวคือหน่วยพื้นฐานของสังคม ที่มีการดำเนินชีวิตตามพระวรสารและป่าวประกาศอย่างมีประสิทธิภาพ และผ่านทางการเป็นพยานของครอบครัวนี้เองที่พระวรสารสามารถแทรกซึมไปทุกแห่งหนของสังคม
  5. เรากำลังย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เมื่อนิมิตหมายแห่งกาลเวลาบ่งบอกว่า พระจิตได้ทรงเปิดหนทางใหม่แห่งพันธะกิจของพระศาสนจักร โดยเฉพาะสำหรับฆราวาส นั่นคือยุคของฆราวาสได้มาถึงแล้ว
  6. เราเชื่อว่า Partnership ของเรากับฆราวาสเป็นการเรียกร้องของยุค และจะเป็นประสบการณ์ที่ให้พลังงดงาม ที่จะช่วยเรารับบทบาทของแต่ละฝ่ายในพระศาสนจักรอย่างมีความหมาย ในขบวนการนี้เราจะสามารถพัฒนากลุ่มฆราวาสที่รอบรู้ในพระศาสนจักร และจะเป็นการรื้อฟื้นชีวิตนักบวชของเราด้วย
  7. คุณลักษณะพิเศษที่เราได้รับเป็นพระพรของพระจิตเจ้าเพื่อโลก เรามีข้อผูกมัดที่ต้องแบ่งปันให้กับทุกคน
  8. การแบ่งปันคุณลักษณะพิเศษของคณะฯ กับฆราวาส เป็นการกระทำให้พระศาสนจักรร่ำรวยงดงาม และเป็นการจรรโลงให้พระศาสนจักรคงอยู่ต่อไป



3. ประวัติศาสตร์และเทววิทยาของ Partnership
3.1 ประวัติความเป็นมาของ Partnership และ Associateship ในพระศาสนจักร
เพื่อจะเข้าใจความหมายสมบูรณ์ของ Partnership และ Associateship เป็นการดีที่จะศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการพัฒนาของความเป็นจริงนี้ในพระศาสนจักร การศึกษาจากบริบทของการพัฒนาเติบโตของพระศาสนจักร เราสามารถเข้าใจได้ดีครบถ้วยยิ่งขึ้นถึงความเป็นจริงสองประการนี้ และเราจะเห็นว่าพระจิตเจ้าได้ทรงชี้นำพระพรพิเศษสองประการนี้ในพระศาสนจักรอย่างไร


3.1.1 ความเป็นมาของ Associate ในพระศาสนจักรยุคแรกๆ
เริ่มแรกในศตวรรษที่ 3 ฆราวาสเสาะหานักพรตศักดิ์สิทธิ์ในทะเลทรายประเทศอียิปต์ เพื่อจะได้รับการฝึกอบรมชีวิตคริสตชน ในขณะที่ยังดำเนินชีวิตของตนในโลก เมื่อชีวิตฤาษีพัฒนาขึ้นเป็นชีวิตกลุ่ม การแบ่งปันค่านิยมชีวิตภายในมีการดำเนินต่อไป ในศตวรรษที่ 4 มีประเพณีของ “การมอบถวาย-oblati” คือการทีพ่อแม่อุทิศบุตรแด่พระเจ้า โดยการมอบให้กับอารามฤาษีให้อบรมและให้การศึกษาคุณธรรมคริสตชน ธรรมนูญเซนต์เบเนดิกและเซนต์เบอร์นาร์ดสะท้อนถึงประเพณีนี้ ไม่ช้านานเท่าไรฆราวาสผู้ใหญ่ก็สมัครเข้าอารามฤาษี พวกเขาถูกเรียกว่า confratres ฆราวาสเหล่านี้ดำเนินชีวิตคริสตชนตามพระวรสารและธรรมนูญของเซนต์เบเนดิก มีการฝึกอบรมเป็นเวลาหกเดือน และพวากเขาเป็นพยานถึงค่านิยมคริสตชนท่ามกลางครอบครัวและสังคมที่กว้างออกไป


3.1.2 ฟรังซิสกันนิยมและการก่อตั้งสมาชิกประเภทสาม


ในศตวรรษที่ 12 นักพรตที่ออกรับบริจาคเพื่อยังชีวิตมีมากขึ้น พร้อมกันนี้ก็มีกระแสฆราวาสมาขอคำแนะนำชีวิตจิตจากสมาชิกคณะเหล่านี้ นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีได้ตั้งคณะฟรังซิสกันประเภทสามและเขียนธรรมนูญให้ในปี คศ. 1221 คณะอื่นๆ เช่น ดอมินิกัน แซร์ไวท์ คาร์แมล ออกุสตีน มินิม แมร์เซอดาเรียน ทรินิตาเรียน และนอร์เบิร์ตีน ต่างก็ตามรูปแบบฟรังซิสกัน พวกเขาได้ขอสันตะสำนักให้การรับรองพิเศษในการรับสมาชิกประเภทสามเป็นส่วนหนึ่งของคณะฯ (S. De Angelis, De Fidelium Associationibus)

 

สมาชิกประเภทสามของนักพรตที่ออกรับบริจาคฯต่างพยายามมุ่งเข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์ตามจิตตารมณ์ของคณะนักพรตออกรับบริจาคฯที่เขาผูกพันอยู่ พระสันตะปาปาปีโอที่ 10 เบเนดิกที่ 15 ปีโอที่ 11 และปีโอที่ 12 ได้ยกย่องอย่างสูงฆราวาสประเภทสาม โดยเฉพาะการเป็นพยานและการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย ฆราวาสประเภทสาม พร้อมทั้งสมาพันธ์ชายและกลุ่มศรัทธา ต่างได้รับการรับรองในฐานะสมาคมฆราวาส ตามกฎหมายพระศาสนจักรปี คศ. 1917


3.1.3 การรับรองสมาคมฆราวาสของพระศาสนจักร
ในศตวรรษที่ 18 และ 19 ผู้ตั้งคณะนักบวชทั้งหญิงชายปรารถนาฆราวาสที่เข็มแข้งมาร่วมงาน พวกเขาแสวงหาและมุ่งมั่นจนกระทั่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับฆราวาสผู้ร่วมงาน (นักบวชคณะพระวาจาทรงรับเอากาย คณะฟรังซิสเดอะเซล คณะพระโลหิตศักดิ์สิทธิ์ คณะพระหฤทัยพระเยซูเจ้าและพระนางมารีอา และธิดาน้อยแห่งอัสสัมชัญ และคณะอื่นๆ อีก) แม้ว่าคณะภราดาเซนต์คาเบรียลมีการอนุมัติฆราวาสผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการในปี 2000 ในสมัชชาใหญ่ที่ 29 ประสการณ์ของฆราวาสร่วมงานมีมากกว่า 30 ปี (แขวงแคนาดา ฝรั่งเศสและสเปน) อดีตที่ผ่านมาเกือบ 200 ปี เรามีการร่วมมือและมีความสัมพันธ์กับฆราวาส และผู้มีน้ำใจดีในพันธะกิจทั่วโลก


3.2 เทววิทยาของ Partnership


พระศาสนจักรยุคแรกดำเนินชีวิตกลุ่มตามนักบุญเปาโลกล่าวว่า “เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆมิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด” พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น (รม 12.4-5) พระศาสนจักรเริ่มเข้าใจตนเองว่ามีชีวิตกลุ่มและบริหารจัดการตนเองแบบชีวิตกลุ่ม (กจ 2 และ 4) ต่อเมื่อเราเข้าใจถึงศักดิ์ศรีและความศักดิ์สิทธิ์ของบุคคลเหล่านั้นที่ต้องการมีความสัมพันธ์กับเรา เราจึงสามารถอย่างแท้จริงติดต่อกับพวกเขาและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงต่อไปนี้ของบทความคือความพยายามเข้าใจฆราวาสดังที่พระศาสนจักรเข้าใจในชีวิตของเธอ และคำสอน และจะขอเสนอหลักพื้นฐานเพื่อทำงานด้วยกันกับฆราวาส


3.2.1 ฆราวาสในมุมมองของพระศาสนจักร


ปิตาจารย์ของพระศาสนจักร เช่นเคลเม็นต์แห่งโรม เรียกฆราวาสว่า “ประชากรของพระเจ้า” ซึ่งหมายถึงสมาชิกทุกคนของพระศาสนจักรโดยไม่มีข้อยกเว้น และจากทุกระดับและสภาพชีวิต นักบุญออกันตินคิดเช่นเดียวกันเมื่อท่านบอกว่า “เมื่อฉันรู้สึกกลัวเพราะสิ่งที่ฉันเป็นต่อคุณ ฉันก็รู้สึกโล่งใจเพราะสิ่งที่ฉันเป็นกับคุณ สำหรับคุณผมเป็นสังฆราช และกับคุณผมเป็นคริสตชนคนหนึ่ง” แต่ราวศตวรรษที่ 3 แนวความคิด “ประชากรพระเจ้า” ได้เปลี่ยนไป ภายใต้แรงกดดันต่างๆ เช่นการอุปถัมถ์ของจักรพรรดิ นักประวัติศาสตร์พระศาสนจักรเช่น ซีเพรียน เตอตูเลียนและออริยิน คำว่าคริสตชนมิได้หมายถึงประชาการพระเจ้าทุกคน แต่สำหรับคนที่ไม่อยู่ในฐานันดรศักดิ์เท่านั้น ดังนั้นจึงมีการแบ่งสมาชิกพระศาสนจักรเป็นฐานันดรศักดิ์และฆราวาส ไม่เป็นการยากเลยที่จะเข้าใจการตีความหมายใหม่แบบนี้ เพราะแม้กระทั่งปัจจุบันมีการกล่าวถึง “ฝ่ายปกครองและฝ่ายประชากร”

 

จวบถึงสภาสังคายนาเตร็น (1545-1563) พระศาสนจักรถูกนิยามว่าเป็นสังคมที่สมบูรณ์และไม่เท่าเทียมกัน และสิ่งนี้ไม่เพียงแต่นำไปยังการแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างฆราวาสและฐานันดรศักดิ์ แต่ยังให้ความสำคัญอย่างมากต่อผู้ทีอำนาจของพระศาสนจักรและการนบนอบที่เรียกร้องจากฆราวาส ในไม่ช้าแง่ของพระศาสนจักรที่ปกครองด้วยอำนาจลดหลั่นลงมาก็เด่นชัด ในขณะที่ฆราวาสทั่วๆ ไปถูกทิ้งไว้ในเงามืด

 

มีหลายองค์ประกอบที่ทำให้เกิดมีฐานันดรศักดิ์ในพระศาสนจักร และหนึ่งในนี้คือความจำเป็นที่ต้องปกป้องเทววิทยาศีลศักดิ์สิทธิ์ตามรูปแบบที่ยึดกันมา หลังจากยุคปฏิรูป พระศาสนจักรฐานันดรศักดิ์สร้างความเข็มแข้งให้แก่ตนโดยการเน้นศักดิ์สงฆ์ ภายใต้ข้ออ้างผู้นำที่หยั่งรู้ คล้ายกับชนอิสราเอลหลังการอพยพ

 

ภาพเดิมของ “การปกครองแบบลำดับชั้น” แผ่ขยายในพระศาสนจักรจนถึงกลางศตวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีความพยายามของผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน (คาร์ดินัล นิวแมน 1801-1890) สงฆ์ (คพ. พัลโลตติ 1795-1850) และฆราวาส (โอซานัม 1813-1853)


3.2.2 ฆราวาสและวาติกันที่สอง


ระหว่างสังคายนาวาติกันที่สองและหลังจากนั้น ฆราวาสได้ถูกเรียกร้องบ่อยครั้งให้เข้ารับบทบาทที่ถูกต้องตามสิทธิ์ท่ามกลางประชากรพระเจ้า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพระศาสนจักรในฐานะประชากรพระเจ้า (เทียบ LG บทที่ 2) คำสอนของสังคายนาว่าด้วยพระศาสนจักรที่มีชีวิตเป็นกลุ่มสังคม ว่าด้วยการเรียกร้องให้เข้าหาความศักดิ์สิทธิ์ และว่าด้วยการเรียกร้องให้ผู้รับศีลล้างบาปทุกคนให้มีส่วนร่วมในหน้าที่สามอย่างของพระศาสนจักร ในการสอน การปกครองและการกระทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ได้มีอิทธิพลต่อองค์กรฆราวาสหลายรูปแบบ และเพิ่มแรงสนับสนุนในการมีส่วนร่วมแก่ฆราวาส
เราตระหนักว่าสังคายนาวาติกันที่ 2 ได้พยายามให้มีการคิดนอกกรอบ พระศาสนจักรคือประชากรพระเจ้า (LG 9) มีการยอมรับว่าทุกคนมีส่วนร่วมในศักดิ์ศรีสามประการ (กษัตริย์ สงฆ์และประกาศก) โดยทางศีลล้างบาป ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับทุกคน (1 ปต 2.9-10) การเรียกร้องทุกคนให้มุ่งเข้าหาความศักดิ์สิทธิ์ (LG 39) ทำให้ทุกคนในพระศาสนจักร เชื่อถึงความเท่าเทียมกันของกระแสเรียก “ทุกคนในพระศาสนจักร ไม่ว่าจะอยู่ในการปกครองตามลำดับขั้น หรือ ฝ่ายได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพวกนั้น ได้ถูกเรียกให้เข้าหาความศักดิ์สิทธิ์...สิ่งนี้ได้ถูกแสดงออกอย่างสม่ำเสมอในผลพระหรรษทาน ซึ่งพระจิตเจ้าได้ทรงกระทำในตัวสัตบุรุษ” (LG 39) มีการเน้นให้ตระหนักถึงความเหมือนกันและธรรมชาติของการมีส่วนร่วมเดียวกันของประชากรพระเจ้า ทุกคนมีส่วนร่วมในพันธะกิจของพระศาสนจักร (AG 2) เฉลิมฉลองพิธีกรรม (SC 21) สถานะของประชากรพระเจ้าคือศักดิ์ศรีและเสรีภาพของบุตรธิดาของพระเจ้า ซึ่งพระจิตเจ้าทรงประทับในดวงใจเยี่ยงในวิหาร (LG 9)

 

ในพิธีเปิดสมัชชาว่าด้วยฆราวาส (1987) พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้ผนวกแนวความคิด พระกายทิพย์พระคริสต์กับประชากรพระเจ้า “พระศาสนจักรคือกายทิพย์ที่ชีวิตพระคริสต์ไหลหลั่งไปยังสัตบุรุษ ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แบบจริงจังแต่ล้ำลึกสุดปัญญา โดยทางศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พระศาสนจักรเป็นประชากร ประชากรใหม่ของพระเจ้า ที่มีพระคริสต์เป็นศีรษะ มีศักดิ์ศรีและเสรีภาพของบุตรพระเจ้าเป็นเงื่อนไข มีบัญญัติใหม่แห่งความรักเป็นกฎ และในเวลาเดียวกันก็เป็นพระอาณาจักรพระเจ้าในฐานะเป้าหมาย” ณ ที่นี้พระราชัย พระเจ้าคือเป้าหมายสุดท้ายของความมานะพยายามทุกอย่างของเรา


3.2.3 การเข้าใจฆราวาส


แม้ว่าบางครั้งคำฆราวาสและสัตบุรุษจะใช้แทนกันได้ กฎหมายพระศาสนจักรให้นิยามสัตบุรุษ คือบุคคลที่ผนวกกับพระเยซูเจ้าโดยทางศีลล้างบาปและดังนั้นก็ประกอบกันเป็นประชากรพระเจ้า นอกจากนี้เนื่องจากพวกเขามีส่วนร่วมในหน้าที่สงฆ์ ประกาศกและกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า พวกเขาถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ประกาศข่าวดีที่พระเป็นเจ้าได้มอบหมายให้แก่พระศาสนจักร (Christifedeles และกฎหมายพระศาสนจักรข้อ 204) ดังนั้นคำสัตบุรุษใช้กับ คริสตชนที่รับศีลล้างบาปทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด หรือทำหน้าที่อะไร

 

สำหรับคำ ฆราวาส เราได้อ้างไว้ก่อนนั้นใน กฎหมายพระศาสนจักรข้อ 207 คือว่าโดยการกำหนดจากพระเจ้า มีสัตบุรุษสองประเภทกล่าวคือ ฐานันดรศักดิ์และฆราวาส บุคคลที่ดำเนินชีวิตตามคำแนะนำพระวรสารมาจากสองประเภทนี้ ดังนั้นสรุปได้ว่า ฆราวาสคือบุคคลที่ไม่ได้รับศีลบวชที่ผนวกพวกเขาเข้าฐานันดรศักดิ์ ศีลบรรพชาทำให้เข้าเป็นสมาชิกของฐานันดรศักดิ์

 

ในแนวความคิดเดียวกันเราสามารถนิยามว่าสงฆ์คือบุคคลที่ไม่ใช่ฆราวาส หรือนักบวชหญิงชายคือบุคคลที่ไม่ใช่ฆราวาส หรือสงฆ์ การนิยามแบบว่า “ไม่” ไม่ช่วยให้เข้าใจความหมายของข้อแตกต่างระหว่างสถานะภาพในพระศาสนจักร โดยเฉพาะสถานะของฆราวาสและนักบวชชายหญิง

 

ในบริบทนี้เองที่วาติกันที่ 2 อธิบายถึงฆราวาสในแง่บวกมากขึ้น คุณลักษณะทางโลกเหมาะสมและดีสำหรับฆราวาส... ด้วยเหตุผลของกระแสเรียกเฉพาะของพวกเขา จึงเป็นหน้าที่ของฆราวาสที่จะแสวงหาพระอาณาจักรพระเจ้า โดยการสลวนกับสิ่งของของโลกและยึดน้ำพระทัยพระเจ้าเป็นหลัก พวกเขาอยู่ในโลก นั่นคือพวกเขาสลวนกับงานทุกอย่างและธุรกรรมของโลก และในสภาพทั่วๆ ไปของชีวิตสังคมและครอบครัว ซึ่งเสมือนว่าเป็นชีวิตของพวกเขาเลย ในโลกนี้เองที่พระเจ้าทรงเรียกเพื่อว่าโดยการชักนำของพระจิตเจ้าของพระวรสาร พวกเขาจะได้มีส่วนในการทำให้โลกศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเสมือนเชื้อแป้งที่ทำงานจากภายใน ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะของตน ...ฆราวาส (...) ได้รับกระแสเรียกนี้เพื่อทำให้พระศาสนจักรมีบทบาทและบังเกิดผลในสถานที่และสถานการณ์ ซึ่งในสถานการณ์เช่นว่านี้โดยทางฆราวาสเท่านั้นที่พระศาสนจักรสามารถเป็นเกลือของโลก (LG 31)


3.2.4 รักษาอัตตลักษณ์ของฆราวาสอย่างสมศักดิ์ศรี


มีความพยายามในแง่บวกที่จะเข้าใจฆราวาส บทบาทของฆราวาสในพระศาสนจักและการมีส่วนร่วมของฆราวาสในการประกาศข่าวดีของพระศาสนจักร ในเวลาเดียวกัน ภายใต้ร่มฆราวาสที่มีส่วนร่วมและการเข้าไปช่วยงานประกาศข่าวดีของพระศาสนจักร มีความโน้มเอียงที่จะทำให้ฆราวาสไปอยู่ฝั่งฐานันดรศักดิ์ เพื่อจะเก็บรักษาอัตตลักษณ์ฆราวาสในความคิดริ่เริ่มใหม่ของการร่วมมือของฆราวาส ความพยายามอย่างมีสติต้องเกิดขึ้นเพื่อเข้าถึงภาพลักษณ์ของประชากรพระเจ้าดังที่วาติกันที่สองได้กล่าวไว้

 

พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ได้เขียนไว้ดังนี้ “ความใหม่ของชีวิต คริสตชนเป็นรากฐานและความเสมอภาคของผู้ได้รับศีลล้างบาปในพระคริสต์ สำหรับสมาชิกทุกคนของประชากรพระเจ้า ในฐานะที่เป็นสมาชิก พวกเขามีส่วนร่วมในศักดิ์ศรีเดียวกันจากการเกิดใหม่ในพระคริสต์ พวกเขามีพระหรรษทานของการเป็นบุตรเดียวกัน และมีกระแสเรียกเดียวกันเพื่อเข้าหาความศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามีความรอดเดียวกัน ความหวังและความรักที่ไม่แบ่งแยกอันเดียวกัน เนื่องจากศักดิ์ศรีเดียวกันที่ได้รับมาจากศีลล้างบาป ฆราวาสแต่ละคน พร้อมกับ ศาสนบริกรที่ได้รับศีลบวช และนักบาชชายหญิง ร่วมรับผิดชอบในการประกาศข่าวดีของพระศาสนจักร” (Christifideles laici 15)

 

ทั้งๆที่มีคำสอนของพระศาสนจักรเช่นนี้ พระศาสนจักรยังต่อสู้ดิ้นรนที่จะเข้าใจตัวเองว่าเป็นประชากรพระเป็นเจ้า พระกายทิพย์พระคริสต์ ฆราวาสต้องได้รับการสนับสนุนให้มารับบทบาทตามสิทธิ์ในกลุ่มคริสตชน เพื่อว่าพระศาสนจักรจะได้กลายเป็นประชากรพระเจ้าใหม่อย่างแท้จริง ในบริบทนี้ความสัมพันธ์ของเรากับฆราวาสคือการริเริ่มเล็กๆ แต่สำคัญ เพื่อนำพระศาสนจักรไปยังสิ่งที่น่าจะเป็นสำหรับเธอ คือการพัฒนาฆราวาสที่รอบรู้ในพระศาสนจักร

 

ในความพยายามของเราที่จะจัดตั้ง Partnership และ Association กับฆราวาส เราต้องขจัดแนวโน้มที่จะเข้ากลุ่มฐานันดรศักดิ์ หรือทำให้เข้าเป็นนักบวชเหมือนเรา ในขบวนการฝึกอบรม Collaborators และ Associates ลักษณะเฉพาะและพันธะกิจของฆราวาส ต้องมีการปกป้องและส่งเสริม Associates ต้องรักษาอัตตลักษณ์ของเขา ได้รับแรงบันดาลใจโดยคุณลักษณะเฉพาะ โดยไม่แสวงหาที่จะเป็นกึ่งนักบวชทางข้อปฏิญาณส่วนตัว คำสัญญา ฯลฯ ฆราวาสไม่ต้องสละการปกครองตนเอง และเสรีภาพ ยามที่พวกเขาร่วมมือและติดต่อกับคนอื่นในพระศาสนจักร


3.3 หลักการขั้นพื้นฐานเพื่อความสำเร็จของ Partnership ในพระศาสนจักร

  1. สิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะกับบางคน ไม่จำเป็นต้องกันคนอื่นออก (สิ่งที่เป็นเฉพาะสำหรับนักบวช ไม่จำเป็นต้องกันฆราวาสออกไป และในทำนองเดียวกันแต่กลับกัน
  2. สิ่งที่เป็นของทุกคน จะถูกปฏิเสธกับบุคคลไดไม่ได้ (การดำเนินชีวิตพระวรสารคือสิ่งที่คริสตชนทุกคนทำ ดังนั้นฆราวาสต้องสามารถมีส่วนในการประกาศข่าวดีได้)
  3. ต้องไม่ขาดความหลากหลายเมื่อเข้าไปยังแก่นแท้ (เนื่องจากว่าเราแตกต่างกัน เราจึงต้องพึ่งซึ่งกันและกัน)
  4. เอกภาพพัฒนามาจากความหลากหลาย ไม่ใช่จากเบ้าหลอมเดียวกัน (ไม่ใช่เพราะนักบวชแตกต่างจากฆราวาส จึงต้องทำให้เขาเป็นนักบวช จงระวังอย่าทำให้สมาชิก Associates กลายเป็นภราดาอันดับสอง)
  5. ความแตกต่างต้องไม่นำไปยังการแตกแยก แต่ต้องทำให้งดงามและเป็นลักษณะเฉพาะ
  6. การต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันชักนำให้เกิดความสัมพันธ์และการพึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีอิสรภาพที่จำเป็น
  7. Partnership ที่ต้องการสร้างขึ้น จำเป็นต้องพร้อมน้อมรับสมาชิกหลายประเภท ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับฆราวาสคือการเข้าถึงอย่างเต็มตัวของคุณลักษณะพิเศษ จิตตารมณ์และการประกาศข่าวดี (พันธะกิจ) ประตูหลายบานต้องเปิดออกรับสมาชิกของกลุ่มต่างๆ การจัดโครงสร้างเช่นนี้ต้องการเวลาและความอดทน บ่อยๆ ครั้งจะเกิดขึ้นจากการไปมาหาสู่กัน

4. มงฟอร์ตคาเบรียล Partnership คืออะไร
สมัชชาใหญ่ที่ 29 ได้ให้แนวความคิด Partnership แก่เราและเสนอว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในสี่ช่วงเวลา

  1. ฝึกฝนให้เป็นผู้นำ และ Partnership
  2. พร้อมแบ่งปัน คุณลักษณะเฉพาะมงฟอร์ตคาเบรียล
  3. พร้อมแบ่งปัน พันธะกิจ มงฟอร์ตคาเบรียล
  4. พร้อมแบ่งปัน อัตตลักษณ์และวิถีชีวิต (สมัชชาใหญ่ 29/ ข้อ 2.9)

4.1 รูปแบบหลากหลายของมงฟอร์ตคาเบรียล partnership

  1. Collaborators คือฆราวาสที่ทำงานร่วมกับภราดา หรือบุคคลที่ภราดาทำงานด้วย พวกเขามีส่วนร่วมในพันธะกิจของภราดาเป็นสัดส่วน ทึ่ขึ้นกับระดับการอุทิศตน ความสามารถและการเข้าใจพันธะกิจ
  2. Collaborators บางคนปรารถนาจะอุทิศตนมากขึ้นในพันธะกิจภราดาเซนต์คาเบรียล (ในระดับความหมายที่กว้างขึ้น) สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในกรอบของการสมัครใจ เราเปิดประตูสำหรับทุกคนที่มีน้ำใจดี คริสตชนหรือไม่ใช่ก็ได้ พวกเขาเป็น partners ในโครงงานการศึกษาของคณะภราดาที่มีอยู่ทั่วโลก
  3. คณะอาจเรียกฆราวาสบางคนให้มาร่วมรับผิดชอบ (ผู้นำ บริหาร จัดการ ฯลฯ)
  4. คนอื่น ที่ไม่ร่วมในพันธะกิจ แต่สนใจคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์มงฟอร์ต พวกเขาคือสมาชิก Montfort Associate
  5. บางคนปรารถนาดำเนินชีวิตใกล้ชิดกับภราดาโดยการมาดำเนินชีวิตร่วมกัน และอาจนำไปยังการมีอัตตลักษณ์ของภราดาโดยการถวายตนในคณะ พวกเขาเป็นสมาชิกของคณะ
  6. ท้ายสุดบางคนร่วมมือในพันธะกิจอย่างขันแข็ง หรือแบบหลวมๆ ในรูปแบบองค์กร (เอ็นจีโอ สมาคม องค์กรนานาชาติ) ที่ภราดาร่วมทำงานด้วยเป็นพิเศษ ด้านการพัฒนา ความยุติธรรม สันติภาพและบูรณกาลของสิ่งสร้าง สิ่งนี้เราเรียกว่าเครือข่าย


4.2 บริบทของมงฟอร์ตคาเบรียล partnership


ทุกวันนี้มีการตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคมากขึ้น มีความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตยในการวางแผน การตัดสินใจและการปฏิบัติงาน หลายคนเห็นว่าการมีส่วนร่วมจะไม่เป็นไปอย่างแท้จริงถ้าองค์ประกอบทั้งสามที่กล่าวไว้ขาดไป หลายๆ แห่งเราเห็นการประท้วงต่อการปกครองแบบลดหลั่นอำนาจในสังคม มีขบวนการที่เลื่อนไหวเพื่อการมีส่วนร่วมจากกลุ่มใต้ปกครองเช่น ผู้อพยพ ดาลิท ชนกลุ่มน้อยและสตรี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเคารพกลุ่มโลกานิยม และความหลากหลายของอัตตลักษณ์ สิ่งนี้จะนำไปยังประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมจากหลายแนวความคิด
ปัจจุบันฆราวาสต้องการเป็น Partners ในชีวิตและพันธะกิจของพระศาสนจักร และไม่ใช่แค่คนใช้หรือผู้ช่วยหรือแม้กระทั่ง collaborators มีเหตุผลหลายประการที่จะอธิบาย


4.3 การจัดรูปแบบใหม่ในพระศาสนจักร


บนรากฐานของศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของคริสตชน บทบาทของสงฆ์และนักบวชคือการสนับสนุนและร่วมมือ ไม่ใช่การครอบงำ การเป็นตัวแทนหรือการเป็นคนกลาง บทบาทเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่ธรรมชาติแก่นแท้ไม่แตกต่างกัน เราเข้าใจดีว่า ความเป็นสากลและความหลากหลายของคุณลักษณะเฉพาะ มีไว้เพื่อรับใช้กลุ่มใหญ่ (1 คา 12) การเป็นผู้นำเป็นคุณลักษณะเฉพาะ แต่ไม่ใช่เป็นตำแหน่งเพื่อเกียรติหรืออำนาจพิเศษ บุคคลที่เป็นผู้นำมีการยอมรับเช่นนั้นและถูกแต่งตั้งโดยกลุ่มใหญ่เพื่อบทบาทหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นการแยกออกไป

การมีกลุ่ม Associate (รูปแบบหนึ่งของ Partnership) เป็นสภาพความเป็นจริงที่พัฒนาก้าวหน้าในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการเชื้อเชิญของวาติกันที่ 2 ที่ให้มีการรื้อฟื้น ก่อให้เกิดความสนใจในวิธีการที่จะสัมพันธ์และดำเนินชีวิตคุณลักษณะเฉพาะที่เป็นส่วนรวม ด้วยวิถีชีวิตที่แตกต่างกันไป กลุ่ม Associate ที่ได้รับการฝึกอบรมในฐานะฆราวาส และสมาชิกของคณะนักบวช ได้ค้นพบว่า คุณลักษณะเฉพาะและพันธะกิจของคณะต่างดึงดูดพวกเขาทั้งสอง

 

5. ก้าวย่างประวัติศาสตร์ของการสร้าง Partnership ในคณะ

สมัชชาใหญ่ที่ 29 ได้นำเสนอความคิดของ Partnership และได้เชื้อเชิญภราดานำความคิดนี้ปฏิบัติให้เป็นจริงเป็นจังโดยการฝึกอบรมฆราวาส การแบ่งปันคุณลักษณะพิเศษและพันธะกิจมงฟอร์ตเซนต์คาเบรียล คำเชื้อเชิญนี้ได้รับการสนับสนุนจากพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ในโอกาสที่ท่านทรงตรัสกับอัคราธิการของคณะมงฟอร์ตทั้งสาม “ข้าพเจ้าสนับสนุนให้พวกท่านเผยแพร่มรดกนี้ (คุณลักษณะเฉพาะมงฟอร์ต) ให้บังเกิดผล อย่าให้สิ่งนี้ปิดเงียบ” สมัชชาใหญ่ที่ 30 คณะได้เชื้อเชิญภราดาอีกครั้งหนึ่งให้ดำเนินชีวิตในความสัมพันธ์กับคนอื่นมากยิ่งขึ้น (Partnership) และเรียกร้องให้หยิบยื่นความสัมพันธ์นี้ไปยังทุกคนที่มีน้ำใจดี (สมัชชาใหญ่ที่ 30 ข้อ 37) เป็นที่น่าภูมิใจที่ว่าในหลายแขวงของคณะเมล็ดพันธ์ของ Partnership และ Collaborator ได้เติบโตแล้ว เนื้อหาข้างล่างคือประสบการณ์ในภาคต่างๆ ของคณะเกี่ยวกับเรื่องนี้


5.1 การก่อตั้ง Partnership และประสบการณ์ต่างๆ ของ Partnership


ในทวีปอเมริกา แขวงคานาดาได้มีกลุ่มคาเบรียลมงฟอร์ต Associate มานานกว่า 30 ปีแล้ว และได้มีความพยายามรวมกลุ่มกันอีกภายใต้ชื่อ “เครือข่ายเซนต์คาเบรียล” บุคคลต่างๆ ที่ร่วมมือกับภราดาเช่น Associate ศิษย์เก่า คนงาน Collaborator ภายนอก ครอบครัว เพื่อน ฯลฯ Associate บางคนได้ถวายตนตามบทถวายของมงฟอร์ต ในบราซิล มีกลุ่ม “เพื่อนมงฟอร์ต” ที่เข็มแข้ง พวกเขาได้รับการแนะนำจากสงฆ์มงฟอร์ต ซิสเตอร์แห่งปัญญาญาณและภราดา เซนต์คาเบรียล
ในยุโรป Partnership พัฒนาเพราะแรงกดดันจากการขาดแคลนภราดา แต่ก็เพราะความต้องการอย่างแท้จริงที่จะแบ่งปันพันธะกิจและจิตตารมณ์ด้วย ที่เบลเยี่ยมภราดาพักในโรงเรียนนั่นเอง ช่วยส่งเสริมจิตตารมณ์คาเบรียลในสถาบัน ที่สเปน กลุ่ม “ความเชื่อและมิตรภาพ” ที่ประกอบด้วยศิษย์เก่าที่ยังหนุ่มสาว พบกันสม่ำเสมอเพื่อวางแผน พิจารณาและลงมือปฏิบัติ สมาชิกกลุ่ม Associate “ครอบครัวมงฟอร์ต” จัดประชุมแบบภูมิภาค เพื่อการฝึกอบรม ภาวนาและทัศนาจรและแสวงบุญในระดับชาติ ภราดาช่วยเป็นผู้แนะนำและอบรม ที่อิตาลี ภราดาทำงานร่วมกับฆราวาสในกิจกรรมอภิบาลสำหรับนักเรียนหลังโรงเรียนเลิก ที่ฝรังเศสมีระบบ “ตูแตลล์” (ผู้ปกครอง) พระศาสนจักรตั้งขึ้นมา เจ้าคณะแขวงสามารถตั้งฆราวาสให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันได้ ก่อให้เกิดการศึกษาลึกซึ้งโครงงานการให้การศึกษามงฟอร์ตคาเบรียล ทุกๆปีมีการฝึกอบรมสำหรับบุคลากรและฆราวาสที่ร่วมบริหาร มีเครือข่ายความเป็นหนึ่งเดียวกันร่วมกับสมาคมอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพในการหาทุนเพื่อโครงงานในประเทศที่กำลังพัฒนา

 

ในอาเซีย ภราดาทำงานร่วมกับฆราวาสในด้านการศึกษาเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากสภาวะสังคมและศาสนา ที่ประเทศไทย มีการจัดอบรมฆราวาสเรื่องโครงการศึกษามงฟอร์ตคาเบรียล ที่ร่วมทำงานตามสถาบันต่างๆ ที่สิงคโปร์ Partnership เต็มรูปแบบได้ถูกตั้งขึ้นร่วมกับฆราวาสที่บริหารโรงเรียนซึ่งแต่ก่อนจัดการโดยภราดา การมีศูนย์มงฟอร์ต ที่จัดโปรแกรม เข้าเงียบ และการประชุมเพื่อมองย้อนหลังทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ได้ทำให้ขบวนการ Associate เข็มแข้ง ที่มาเลเซียมีการตั้งโครงสร้าง Partnership ที่เริ่มปฏิบัติงานแล้ว ที่อินเดียมีเครือข่ายผู้ร่วมงานระดับชาติที่กำลังเติบโต เครือข่ายนี้เปิดกว้างสำหรับคนที่มีความสัมพันธ์กับภราดา ในทุกแขวงโครงสร้างของการร่วมมือมีแล้ว และในบางแขวงขบวนการ Partnership และ Associate ได้หยั่งรากลึกโดยทั่วไปแนวความคิดของการร่วมมือและเครือข่ายมีการยอมรับโดยภราดาส่วนใหญ่ ปัญหาอยู่ที่ความหลากหลายของศาสนา ของนิกายและรูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วม คงต้องมีการทำให้ลงตัวในระยะเวลาหนึ่ง
ใน แอฟริกา สารของสมัชชาใหญ่ที่ 29 และ 30 ได้เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือกับฆราวาส มีความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นสมาชิกกลุ่ม Associate มีการจัดตั้งขึ้นในภาคและแขวงต่างๆ อดีตภราดาและอดีตสมาชิกต่างระดับได้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ภราดาเอง

 

5.2 การกระทำให้สารของสมัชชาใหญ่ที่ 30 บรรลุผล


สมัชชาที่ 30 เป็นก้าวใหม่โดยเฉพาะในเรื่อง Partnership และการร่วมมือกับฆราวาส ฆราวาสบางคนที่ร่วมทำงานในแขวงต่างๆ ทั่วโลกได้เข้าประชุมในสมัชชาด้วย คณะภราดาฟังพวกเขาในขณะที่เขาแบ่งปันความกระตือรือร้นและความห่วงใย พวกภาราดาเห็นดีกับการมาร่วมประชุมของพวกเขา พวกเขาแสดงความปรารถนาที่จะอุทิศตนมากขึ้นและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เพื่อความมีประสิทธิภาพ เป็นสมัชชาที่ 30 นี้เองที่ให้แรงบันดาลใจอย่างแท้จริงเรื่องการร่วมมือกันและ Partnership ในคณะ เราตระหนักอย่างยิ่งว่า “จิตตารมณ์มงฟอร์ตและคุณลักษณะเฉพาะเป็นมรดกของพระศาสนจักร...มรดกนี้สามารถแบ่งปันและไปดำเนินชีวิตได้” (สารสมัชชาใหญ่ข้อที่ 36) เรารับการเชื้อเชิญของสมัชชาใหญ่ที่ 30 อย่างจริงจัง “พวกเราได้ถูกเชิญให้ดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้นในการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น และสิ่งนี้ต้องหยิบยื่นให้แก่ทุกคนที่มีน้ำใจดี” (สารข้อ 37)

 

ช่วงเดือนและปีต่อๆ มา มีการวางแผนและการนำเสนอแนวความคิดใหม่ๆ โดยอัคราธิการพร้อมกับคณะที่ปรึกษา มีการเตรียมแผนปฏิบัติงานเพื่อกระตุ้นแขวงต่างๆ ในเรื่องของการร่วมมือและ Partnership

 

สิ่งต่อไปนี้เป็นแรงบันดาลใจในการเตรียมแผนปฏิบัติงานปี 2006-2012
สารของสมัชชาใหญ่ที่ 30 (ข้อ 36-40)
สารของฆราวาสที่มาร่วมประชุมสมัชชาใหญ่ที่ 30 (ภาคผนวก 2)
รายงานของการประชุมกลุ่มย่อยของสมัชชาใหญ่ที่ 30
คำแนะนำของอัคราธิการและคณะที่ปรึกษา


5.3 คำแนะนำของอัคราธิการและคณะที่ปรึกษา
อัคราธิการและคณะที่ปรึกษาได้ให้คำแนะนำต่อไปนี้เพื่อช่วยให้เข้าใจแนวความคิด Partnership ได้ดีขั้น และเพื่อช่วยให้การมือปฏิบัติและการพัฒนาง่ายขี้น

 

  1. Partnership เป็นศัพท์ที่กว้างหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างภราดาและฆราวาสของเรา
  2. ฆราวาสที่อุทิศตนต่อโครงงานมงฟอร์ตคาเบรียล (ในโรงเรียนและโครงงานสังคมสงเคราะห์) เรียกว่า Collaborators
  3. ฆราวาสที่ปรารถนาจะแบ่งปัน ดำเนินชีวิตและส่งเสริมจิตตารมณ์มงฟอร์ต เรียกว่า Associate


5.3.1 ข้อแนะนำที่เห็นได้ชัดเพื่อจัดตั้ง Partnership


5.3.1.1 คุณสมบัติที่พีงมีของผู้ทีอยากก่อตั้ง Partnership
การรับผิดชอบของการเริ่มตั้ง Partnership ในแขวงควรมอบให้แก่บุคคลคนหนึ่ง (นักบวชหรือฆราวาสก็ได้) ผู้ซึ่ง
เข้าใจลึกซึ้งคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์มงฟอร์ต
ปรารถนาส่งเสริมคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์มงฟอร์ต
รู้ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (ผู้ก่อตั้ง คณะต่างๆ ความสัมพันธ์กับฆราวาสและนักบวช...)
สามารถให้แรงบันดาลใจ จัดการบริหารและการร่วมมือ


5.3.1.2 งานหลักของผู้นำ Partnership
ในการประคับประคองโปรแกรม Partnership ผู้นำต้อง
หาวิธีแบ่งปันคุณลักษณะเฉพาะและเป้าหมายของขบวนการ
กำหนดเกณฑ์สำหรับสมาชิกและประเภทสมาชิก
แนะนำพันธะกิจที่พอปฏิบัติได้ ฆราวาสที่ไม่มีส่วนในพันธะกิจ สามารถมีความผูกพันโดยทางคำภาวนาและร่วมมือแบบอื่น

 

ช่วยฆราวาสให้มีความคิดสร้างสรรค์ คิดหาวิธีการใหม่ของ Partnership
สนับสนุนให้ฆราวาสรับผิดชอบต่อกลุ่มของเขา
สนับสนุนให้ฆราวาสค่อยเป็นค่อยไปให้มีอิสระในโครงการ Partnership
รอบคอบในการเชิญและรับสมาชิก และแขวงต้องมีวิจารณญาณในเรื่องนี้

 

แม้ว่าความคิดริเริ่มการก่อตั้งขบวนการนี้ในแขวงมาจากภราดา (หรือฆราวาส) เจ้าคณะแขวงต้องรับผิดชอบในการก่อตั้งและการพัฒนา เป็นการดีที่จะมีโครงสร้าง (คณะกรราการ Partnership) ผู้เรียกประชุมคณะกรรมการคือจิตตาภิบาล ของขบวนการนี้ เขาต้องทำรายงานอย่างน้อยปีละครั้ง ต่อเจ้าคณะฯ และคณะที่ปรึกษา หนึ่งในคณะที่ปรึกษาอาจเป็นสมาชิกของคณะกรรมการ Partnership


5.4 จิตตารมณ์ของ Partnership
ความสัมพันธ์ของภราดากับฆราวาสวางพื้นฐานบนความเชื่อมั่นที่กล่าวมาแล้ว และความเชื่อมั่นนี้บรรจุเทววิทยาของ Partnership การกระทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นวิถีชีวิตและดำเนินไปอยางมีประสิทธิภาพในแต่ละวัน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของจิตตารมณ์ Partnership จิตตารมณ์ของชีวิตที่ดำเนินในพระจิตพระเจ้า ถ้าการเข้าใจและทำให้เป็นจริงจากมุมมองคริสตชน เป็นสิ่งสำคัญของเทววิทยา การกระทำให้นำไปปฏิบัติได้ในชีวิต และเป็นจริง ก็ย่อมเป็นส่วนสำคัญของจิตตารมณ์ด้วย

 

จิตตารมณ์ Partnership เป็นขบวนการที่สามารถช่วยเราพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระกายทิพย์ของพระคริสต์ ขบวนการที่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเราให้เป็นแขนงที่มีชีวิตของเถาองุ่น คือองค์พระเยซูเจ้า และปล่อยให้กิ่งก้านอื่นๆ เติบโตบนเถาเดี่ยวกัน โดยวิธีนี้ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ที่บังเกิดผล ศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระอาณาจักรพระเจ้า ดังนั้นพวกเราสามารถเป็นพยานถึงความน่าเป็นของพระศาสนจักร โดยทางจิตตารมณ์ของ Partnership ในขอบเขตคณะของเรา นี่คือบทบาทประกาศกที่เราถูกเรียกรัองให้ปฏิบัติ ณ เวลานี้

 

จิตตารมณ์ Partnership คือจิตตารมณ์พันธะกิจที่เรียกร้องให้เราฝังรากแน่นในองค์พระคริสต์ วินัยตน การอุทิศตน และการเปิดรับเพื่อโอบกอดและถูกโอบกอดด้วยโลก โลกปัจจุบันท้าทายเราหลายรูปแบบ วัตถุนิยมที่ปฏิเสธพระเจ้า สถานการณ์เศรษฐกิจที่เหลือเฟือและความยากจนที่น่าสังเวช สงครามและความทารุณทุกรูปแบบ การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย และทางศาสนา โลกของเรากำลังหิวกระหายความยุติธรรมและสันติภาพ การป่าวประกาศพระวรสารในบริบทนี้ของโลกคือพันธะกิจของพระศาสนจักรปัจจุบัน

 

6. มงฟอร์ตและฆราวาส


6.1 บริบทสมัยมงฟอร์ต


เพื่อจะเข้าใจถึงบทบาทที่มงฟอร์ตมอบให้แก่ฆราวาสในชีวิตและพันธะกิจของท่าน มีความจำเป็นต้องเข้าใจยุคและบริบทที่ท่านดำเนินชีวิต เป็นความจริงที่ว่า จากสามเณรจนถึงการบวชเป็นสงฆ์ที่ปารีสในเดือนมิถุนายน 1700 และจากธรรมทูตเยี่ยงอัครสาวกที่สิ้นใจที่แซงโลรัง-ซือ-แซฟร์ วันที่ 28 เมษายน 1716 เราไม่คาดหวังทฤษฏีของการดูแลฆราวาสตามจิตตารมณ์วาติกันที่ 2 (1962-1965) ซึ่งมอบบทบาทที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ฆราวาส อย่างไรก็ดีฆราวาสมีส่วนร่วมในพันธะกิจของมงฟอร์ต พันธะกิจที่สอดคล้องกับความสามารถ สติปัญญาของพวกเขา ซึ่งบ่อยครั้งหมายถึง “เชื่อในสิ่งที่พระศาสนจักรเชื่อ”


6.1.1 บ้านที่มีชื่อว่า “พระญาณสอดส่อง” ในงานเทศน์ช่วงแรกๆ
ในงานเทศน์สอนของท่าน มงฟอร์ตถือเป็นกฏว่าให้ทุกคนพึ่งของที่ชาวบ้านบริจาคเท่านั้น เกี่ยวกับรายจ่ายต่างๆ ท่านยังได้บอกด้วยว่าความสำเร็จของงานดูจากความพร้อมบริจาคของชาวบ้าน (ธรรมวินัยของสงฆ์มงฟอร์ต ข้อ 50) มีการเล่าว่าบริจาคได้มากมาย ส่วนที่เหลือมงฟอร์ตได้จัดอาหารเลี้ยงคนยากจนทุกวัน กรังเดในหนังสือชีวประวัติมงฟอร์ตเล่าว่ามีสาวๆช่วยเตรียมอาหารสำหรับคนจนของบ้าน”พระญาณสอดส่อง” บางส่วนช่วยเย็บเสื้อผ้าสำหรับคนจน แม้ว่าบ้านพระญาณสอดส่องจะมีช่วงงานเทศน์เท่านั้น แต่ก็เป็นโอกาสดีของฆราวาสที่จะดำเนินชีวิตคำสอนที่ได้เรียนมา คือการรับใช้พระเยซูเจ้าในคนจน และแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับคนจนอย่างจริงจัง เพราะพวกเขาถือว่าคนจนคือองค์พระเยซูเจ้าเอง


6.1.2. ฆราวาสร่วมมือในกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่มงฟอร์ตออกเทศน์


มีการร่วมมือหลายรูปแบบจากฆราวาสในงานเทศน์ของมงฟอร์ต บางคนทำความสะอาดวัด บ้างที่มีฝีมือก็ทาสี ปูพื้น ก่อสร้าง ช่างไม้ ทอ เย็บปัก ฯลฯ นี่เป็นวิธีการสอนแบบปฏิบัติว่าทุกคนต้องรับผิดชอบต่อสถานศักดิ์สิทธิ์อีกงานหนึ่งที่ฆราวาสร่วมมืออย่างแข็งขันคือการสร้างเนินเขากัลวารีโอ ว่ากันว่าใน ปี 1709 ที่พองชาโตมีคนร่วมทำงานประมาณ 800 คนเป็นเวลา 15 เดือนแบบไม่คิดค่าแรงเลย เงินตอบแทนคือการพิศเพ่งรูปปั้นต่างๆ ที่ปั้นขี้นมา เพื่อจะบรราเทาความเหน็ดเหนื่อยตลอดวันของงานหนัก มงฟอร์ตสถาปัตย์เอก กำลังฝึกฆราวาสเหล่านี้ให้เข้าใจความหมายปัญญาณแห่งกางเขน


6.1.3. ขบวนแห่ในช่วงงานเทศน์


ขบวนแห่ที่จัดทุกแห่งในงานเทศน์เป็นกิจกรรมที่ฆราวาสชอบ ความทรงจำของสัญญาลักษณ์และคารวะกิจที่ใช้ในขบวนแห่ เช่นการแบกรูปปั้นพระแม่ การเคารพพระคัมภีร์ การจูบที่โปรดศีลล้างบาปขณะที่เดินเข้าวัด ทั้งหมดฝังลึกในจิตใจของผู้ร่วมพิธีมากกว่าบทเทศน์จะทำได้ สิ่งเหล่านี้มงฟอร์ตใช้เพื่อสร้างความเป็นคริสตชนของฆราวาส


6.1.4 การแสวงบุญ


มงฟอร์ตเชื่ออย่างลึกซึ้งถึงพระหรรษทานของการแสวงบุญ ท่านรู้ดีว่าจะปลูกฝังความเชื่อของท่านให้แก่ฆราวาสอย่างไร ช่วงต้นมหาพรตปี 1716 ผู้สำนึกผิดชุดขาวจากวัดพอมแพง 33 คน (White Penitents of St. Pompain) ได้เสนอมงฟอร์ตว่าจะแสวงบุญด้วยการเดินเท้าไปยังสัการะสถานของพระแม่แห่งอาดิลลิเอร์ ในโซมือร์ ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ มงฟอร์ตได้เขียนกฎที่ต้องปฏิบัติระหว่างแสวงบุญ ให้มีความรักซึ่งกันและกัน เงียบเป็นระยะ พลีกรรมหรืออดอาหาร และนบนอบต่อผู้ใหญ่ที่แต่งตั้งขี้นมา ท่านได้ให้จุดประสงค์ของการแสวงบุญด้วย “โดยทางคำเสนอวิงวอนของพระแม่ ขอพระเจ้าประทานธรรมทูตที่ดี และพระพรของปัญญาญาณ” การแสวงบุญไปยังที่เดิมนี้ได้มีการรื้อฟื้นในปี 1982 ภายใต้การนำของคณะภราดาเซนต์คาเบรียล แต่นั้นมากลุ่มฆราวาสได้ร่วมในการแสวงบุญนี้ทุกๆ ปีเพื่อวอนขอ “ธรรมทูตที่ดีและปัญญาญาณโดยคำเสนอวิงวอนของพระแม่”


6.2 การรื้อฟื้นจิตตารมณ์คริสตชน


สิ่งที่ฆราวาสตระหนักพร้อมกับมงฟอร์ต ธรรมทูตเยี่ยงอัครสาวก คือวิธีการทำให้จิตตารมณ์คริสตชนท่ามกลางสัตบุรุษมีชีวิตชีวา (ธรรมนูญของสงฆ์มงฟอร์ต ข้อ 56)


6.2.1 การรื้อฟื้นคำสัญญาศีลล้างบาป


ตามความคิดของมงฟอร์ต ทุกคนที่รับศีลล้างบาปกลายเป็นทาสที่แท้จริง โดยทางความรักของพระเยซูคริสต์ (ความศรัทธาที่แท้จริงต่อพระแม่ –คศท ข้อ 68) แต่ในชีวิตจริงเขาดำเนินชีวิตเหมือนไม่ได้สัญญาอะไรเลย (คศท ข้อ 238) ในงานเทศน์ของมงฟอร์ต ท่านใช้ศาสนปฏิบิตประชานิยมเพื่อรื้อฟื้นชีวิตคริสตชน โดยเฉพาะสมาคมและกลุ่มภราดรภาพ มีการใช้การแสดงละคร และการสวดสายประคำ เพื่อผสานกริยาท่าทางและธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า ผู้ได้มอบตนเพื่อการยกบาป เหนือสิ่งใดมงฟอร์ตใช้การรื้อฟื้นคำสัญญาศีลล้างบาปเป็นจุดสุดยอดของการงานเทศน์ ซึ่งเป็นการตอบรับกระแสรับสั่งของพระสันตะปาปาเคลเม็นต์ที่ 11 ในการเข้าเฝ้าเดือนมิถุนายน 1706 มงฟอร์ตเลยใช้โอกาสการรื้อฟื้นนี้เป็นจุดสง่าที่สุดและเข็มข้นที่สุดจุดหนึ่งของกิจศรัทธาทั้งหมด ทุกคนกลับบ้านพร้อมกับประกาศณียบัตรของการรื้อฟื้น เพื่อว่าจะสัตย์ซื่อต่อคำสัญญาจนวันตาย เช่นนี้คือพื้นฐานของจิตตารมณ์ที่ใช้กับฆราวาสในช่วงนั้น เน้นมากตรงการหนี จากสถานที่ต่างๆ ที่ปีศาจหมอบซ่อนอยู่


6.2.2 การถวายตนทั้งครบแด่พระเยซูเจ้าโดยทางพระแม่


ต่อดวงวิญญาณที่หมายไว้เพื่อก้าวหน้าในชีวิตภายใน มงฟอร์ตเสนอวิธีที่แนบเนียน “ยิ่งเราถวายตนแด่พระแม่มากเท่าไร เราก็ถวายตนแด่พระเยซูเจ้ามากขึ้นเท่านั้น” (คศท 120) ความละเอียดอ่อนของจิตตารมณ์ที่เสนอต่อฆราวาสคือการรื้อฟื้นคำสัญญาศีลล้างบาปโดยทางพระแม่ และการถวายตนทั้งครบ กิจการและทรัพย์สมบัติอย่างไม่มีเงื่อนไขไดๆ (ความรักขององค์ปัญญาญาณ – ครป ข้อ 227) คำว่าทาส-นิยมใช้ในสมัยโน้น-หมายถึงการถวายที่เด็ดขาดและครบครัน

พระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 ปิดปีปิติการุณย์วันที่ 6 มกราคม 2001 กล่าวว่า “มุมมองที่ต้องตั้งมั่นในแง่ความก้าวหน้าด้านอภิบาลคือ ความศักดิ์สิทธิ์” สัตย์ซื่อต่อพันธะกิจที่ได้รับมอบหมาย มงฟอร์ตใช้จิตวิทยาการสอนทุกวิถีทางเพื่อประทับตราแห่งความเป็นเลิศบนจตตารมณ์ของฆราวาสเป็นเวลา 300 ปี

 

7. สมาชิก Associates
ปวงชนกระหายหาพระเจ้าอย่างมาก การติดต่อกันเป็นวิธีการที่จะทำให้ชีวิตจิตลึกซึ้งยิ่งขึ้น ฆราวาสที่ต้องการแบ่งปันและศึกษาจิตตารมณ์มงฟอร์ตลึกซึ้ง มีความสัมพันธ์กับสมาชิกมงฟอร์ตและโดยวิธีการนี้ก็เป็นสมาชิก Associate พวกเขาถูกดึงดูดไปยังคณะที่พวกเขาได้ดำเนินชีวิตตามคุณลักษณะเฉพาะอยู่แล้ว

 

กฎหมายพระศาสนจักรปี 1983 บ่งถึงสิทธิของคริสตชนทุกคนที่จะจัดตั้งและกำกับสมาคมของสัตบุรุษ (ข้อ 215/ 291) กฎหมายยังให้ช่องว่างแก่คณะนักบวชที่จะมีสมาคมของสัตบุรุษ ภายใต้การกำกับของพวกนักบวช มีส่วนร่วมในจิตตารมณ์และดำเนินชีวิตธรรมทูต (กฎหมายพระศาสนจักร – กมศ ข้อ 303) คณะนักบวชได้รับคำสั่งให้ดูแลสมาคมที่มีความสัมพันธ์กับคณะนักบวชเป็นพิเศษ (ข้อ 677 วรรค2/ 311/ 328)

 

เราตระหนักถึงพระพรของพระจิตเจ้าที่จะขยายและโอบอุ้มรูปแบบใหม่ๆ ที่จะหยิบยื่นพระพรของพระเจ้าแก่ประชากรพระองค์ในพันธะกิจของพระศาสนจักร สมาชิก Associate คือพระพรที่ว่าของพระจิตเจ้า มอบให้แก่ คณะนักบวช ฆราวาสสัมพันธ์กับสถาบันนักบวชโดยทางโปรแกรม Associate พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตพระคริสต์และรับใช้ประชากรพระเจ้าในโลกกว้าง ตามแนวลักษณะเฉพาะและเป้าหมายของสถาบัน


7.1 บัญญัติศัพท์ Associate พวกเขาคือใคร


เพื่อจะเข้าใจดีขึ้นความคิด Associate และเพื่อช่วยการก่อตั้งและพัฒนา ตามแนวของสารสมัชชาใหญ่ที่ 29 อัคราธิการและคณะที่ปรึกษาได้คำนิยามดังนี้ “ฆราวาสที่ศรัทธาจิตตารมณ์มงฟอร์ต เรียกว่าสมาชิก Associate”
ในการประชุมที่แบงกาโล อินเดีย ให้นิยามว่า Associate คือบุคคล ที่ต้องการดำเนินชีวิตคุณลักษณะเฉพาะของมงฟอร์ต ทั้งมิติชีวิตจิตและพันธะกิจ และต้องการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก อนึ่งเขาอาจเป็นผู้ร่วมงานกับภราดาในพันธะกิจโดยเฉพาะในด้านการศึกษา ยุติธรรมและสันติ
พอเข้าใจได้ว่า Associate คงเหมาะสำหรับคาทอลิก เพราะภาษาของมงฟอร์ต พูดถึงศีลล้างบาป พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นอยู่ตลอดกาลที่รับเอากาย ปัญญาญาณที่ถูกตรึง


7.2 เรียนรู้จากประสบการณ์และสิ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติไปแล้ว

 

  1. ในบางกรณีโปรแกรมสำหรับ Associate เริ่มที่ระดับรากหญ้าแล้วแขวงหรือสมัชชาใหญ่ค่อยๆ มารับช่วงต่อ และหลังจากนั้นคณะบริหารที่โรม ซึ่งให้แนวทางปฏิบัติบ้าง แต่ปล่อยให้แต่ละแขวงมีอิสระ ปรับแต่งโปรแกรมให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้นคงมีความหลากหลายระหว่างแขวงต่างๆในเรื่องนี้
  2. นักบวชส่วนใหญ่เห็นว่าเป้าหมายเดียวของ Associate คือการมีส่วนร่วมในชีวิตจิตของสถาบัน มีการยอมรับว่าความรับผิดชอบของ Associate คือการเป็นพยานถึงจิตตารมณ์คณะต่อสาธารณะชน
  3. บางคณะเน้นแง่มุมที่สำคัญบางประการในความสัมพันธ์กับ Associate มีการเน้นที่คุณลักษณะเฉพาะและพันธะกิจของคณะ ในกลุ่ม Associate ต้องตระหนักว่าเป็นกระแสเรียกและต้องมีการหยั่งลึกถึงข้อผูกมัดของศีลล้างบาปขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเห็นว่าความกระชับแน่น การให้กำลังใจและการแบ่งปันซึ่งกันและกัน จะเกิดขึ้นโดยทางความสัมพันธ์ของกลุ่ม Associate บ้างก็ว่าความสำคัญและอำนาจของคำภาวนาและการแบ่งปันความเชื่อต้องมีการเน้น
  4. ในบางแขวงโปรแกรม Associate อยู่ในช่วงสองของการเติบโต เป็นความจำเป็นสำหรับแขวงเหล่านี้ที่จะต้องกล่าวถึง อัตตะลักษณ์ เป้าหมาย และการจัดการกลุ่ม Associate สิ่งนี้จะบรรลุผลได้โดยความรู้คุณลักษณะเฉพาะและธรรมประเพณีของคณะ และทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา
  5. วิธีการใหม่ของความสัมพันธ์ คุณสมบัติของสมาชิก และประเภทของสมาชิก ขอบเขตและประเด็นอัตตะลักษณ์ และความซื่อสัตย์ต่อคุณลักษณะเฉพาะ คือเรื่องต่างๆ ที่สมาชิกนักบวชต้องเผชิญในวันนี้


7.3 อัตตะลักษณ์ของ Associate เขาคือใคร


อัตตะลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม Associate แตกต่างกันออกไปขึ้นกับคุณลักษณะเฉพาะและธรรมประเพณีของแต่ละคณะ สมาชิกมงฟอร์ตคาเบรียล Associate มุ่งที่การพัฒนาตนตามจิตตารมณ์พระวรสาร และตามแบบมงฟอร์ต ต้องพยายามเข้าถึงองค์ปัญญาญาณ โดย 1) ความปรารถนาอันแรงกล้า 2) ภาวนาไม่หยุดหย่อน 3) การบำเพ็ญตะบะ 4) การถวายตนทั้งครบแด่พระเยซูเจ้าโดยทางพระแม่ (สารสมัชชาใหญ่ที่ 30 ข้อ 29)

 

ทั้งนักบวชและสมาชิก Associate ในขณะที่สัมพันธ์ติดต่อกันอาจสับสนเกี่ยวกับอัตตะลักษณ์ของตน ขอบอกว่าทั้งสองกลุ่มแบ่งปันคุณลักษณะเฉพาะหรือ จิตตารมณ์และพันธะกิจของคณะ อย่างไรก็ดีนักบวชและสมาชิก Associate ดำเนินชีวิตและแสดงออกถึงคุณลักษณะเฉพาะในวิธีที่ชัดเจน ฆราวาส Associate เป็นพยานและรับใช้คณะในบริบทของโลกกว้าง
สมาชิก Associate ผูกพันกับนักบวชอย่างใกล้ชิดและคณะ เรียนรู้ มีประสบการณ์และซึมซับคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์ไปเรื่อย โครงการฝึกอบรมในสถาบันจะทำให้ Associate เข็มแข้งในอัตตะลักษณ์ เพื่อว่าจะประกาศคุณลักษณะเฉพาะในโลกกว้างได้ดีขึ้น พวกเขายังเรียกร้องให้มีการรื้อฟื้นจิตใจเพื่อทำให้การอุทิศตนลึกซึ้งยิ่งขึ้น กลุ่ม Associate เห็นคุณค่าของการฝึกอบรมและข้อแนะนำในด้านธรรมประเพณีจิตตารมณ์ที่งดงามของคณะนักบวชต่างๆ


7.3.1 ความสับสนในอัตตะลักษณ์


จะมีการสับสนเมื่อสมาชิก Associate เอียงเข้าหานักบวชมากเกินไปแทนที่จะเข้าใจกระแสเรียกเฉพาะของเขา บ่อยครั้งก่อให้เกิดความสับสนแก่นักบวชและ Associate ในเรื่องอัตตะลักษณ์และบทบาทของ Associate ในความสัมพันธ์กับคณะ ความไม่แน่ชัดที่จะตามมาคือ สมาชิกภาพของ Associate พวกเขาร่วมกับงานของคณะได้ขนาดไหน ประเภทของการผูกมัดและระยะเวลา ความสัมพันธ์มีได้ถึงไหน และการที่ไม่มีนักบวชเข้าร่วมด้วย
แม้ว่าพระสันตะปาปายอห์นปอลที่ 2 (วิตาคอนเซคราตา ข้อ 55) จะกังวลเรื่องอัตตะลักษณ์และชีวิตภายในของสถาบันนักบวชที่ว่าต้องคงบริบูรณ์ พระองค์ท่านก็บอกว่า “ประสบการณ์ใหม่ของความผูกพันและความร่วมมือ ต้องได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุผลหลายประการ อันที่จริงแล้วสามารถก่อให้เกิดการแผ่ขยายจิตตารมณ์ที่บังเกิดผล ออกนอกรั้วของสถาบันนักบวช”

ยังมีปัญหาพิเศษพัวพันกับประเภทของการร่วมมือและความสัมพันธ์ ในแง่หนึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองลำดับชั้น อีกด้านหนึ่งสถานะนักบวชในพระศาสนจักร เรามีนักบวชหญิงชายในพระศาสนจักร และเรามีสงฆ์และสงฆ์นักบวช เรามีประวัติศาสตร์ที่นักบวชยกตนสูงกว่าฆราวาสและสงฆ์มองนักบวชภราดาและฆราวาสว่าต่ำกว่า ในบริบทนี้เองที่เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์และการร่วมมือ การมองตนด้วยอัตตะลักษณ์ที่ชัดจะนำไปยังอัตตะลักษณ์ที่น่าเลื่อมใส สมศักดิ์ศรีในพระศาสนจักร และดังนี้จะช่วยให้ทุกคนร่วมมือในสถานะที่เท่าเทียมกัน ดังที่วาติกันที่ 2 ได้สอนไว้


7.3.2 ชื่อของ Associate ของเรา


มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากในเรื่องนี้ ณ บัดนี้แต่ละแขวงเรียก Associate แตกต่างกัน บางแขวงเรียก Associate บ้างเรียก Montfortian Associates และยังมีขบวนการ Montfort/ian Associates ในแขวงหนึ่งเรียก Montfortian Gabrielie Associate Movement ในแขวงยุโรปเรียกว่า Friends of Montfort, Montfortian Family, Gabrieltie Associates, St. Gabriel Network ที่แบงกาโลมีการเสนอให้มีชื่อระดับคณะสำหรับ Associate ที่เป็นกลางแล้วปล่อยให้แต่ละแขวงประยุกต์ใช้เพื่อความเหมาะสมกับวัฒนธรรมและสถานที่ เห็นว่าเป็นการดีและเหมาะสมที่จะเรียกในระดับคณะว่า Montfortian Gabrielite Associates (MGA)


7.4 สมาชิก Associate และชีวิตกลุ่ม/หมู่คณะ


คำว่าสมาชิกคงต้องตีความแบบหลวมๆ เพราะว่าฆราวาสไม่มีข้อผูกมัดเยี่ยงนักบวช ไม่สามารถอ้างสิทธิเท่าเทียมกัน ในทำนองเดียวกัน ถ้าการมีส่วนร่วมในชีวิตกลุ่มเป็นไปได้ (ขอแนะนำให้เป็นเช่นนั้น เช่น การฝึกอบรม ภาวนาหรือ การรื้อฟื้นจิตใจ สมัชชาแขวง/ใหญ่) การอยู่ในบ้านเดียวกันจะต้องมีการไตร่ตรองอย่างจริงจัง วิธีปฏิบัติคือฆราวาสต่างสถานะ (แต่งงาน คนต่างศาสนา...) จะอยู่บ้านเดียวกันกับนักบวบเป็นระยะเวลายาวและเป็นประจำคงไม่ได้


7.5 สมาชิก Associate และพันธะกิจ


คริสตชนโดยศีลล้างบาปได้ถูกเรียกให้มีส่วนร่วมในพันธะกิจของพระศาสนจักร แก่นแท้ของพันธะกิจของนักบวชคือการเป็นเครื่องหมาย “ก่อนอื่นหมดถึงพระเจ้าและค่านิยมพระวรสารในชีวิตคริสตชน พันธะกิจนี้ ก่อนทีจะแสดงออกในรูปงานภายนอก คือการกระทำให้พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในโลกโดยการเป็นพยานส่วนตัว” (วิตา ข้อ 84ก และ 72ข) การมีส่วนร่วมในพันธะกิจของสถาบันนักบวช ไม่เพียงพอที่ฆราวาสจะอยู่แค่เทีมงาน การมีส่วนร่วมในพันธะกิจหมายถึงการผูกพันถาวรกับคุณลักษณะเฉพาะของผู้ก่อตั้งและจิตตารมณ์ของสถาบันนั้น


7.6 จิตตารมณ์ของ Associate


วาติกันที่ 2 กล่าวถึงธรรมชาติของความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรและกระแสเรียกฆราวาส ว่าเป็นการมีส่วนร่วมในความเป็นสงฆ์ ประกาศกและกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า (LG 31) ผู้ร่วมสังคายนาส่งเสริมให้ฆราวาสมีความ สัมพันธ์และร่วมมือกับงานพระศาสนจักรในหลากรูปแบบ โดยเฉพาะในงานสอนคำสอนและงานธรรมทูต และงานเมตตาธรรม สังคมและครอบครัว พระศาสนจักรกล่าวว่า “ฆราวาสที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ที่ได้รับการรับรองจากพระศาสนจักร ควรดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ของสมาพันธ์นั้น” (Aposto. Acuo. 4) วิตาฯส่งเสริมประสพการณ์ของความเป็นหนึ่งและการร่วมมือระหว่างนักบวชและ Associate และหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเผยแพร่จิตตารมณ์ที่งดงาม ออกนอกรั้วคณะนักบวช (วิตา ข้อ 55) ดังนั้นจิตตารมณ์ของ Associate คือจิตตารมณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างทวิภาคีที่เท่าเทียมกันในพันธะกิจพระศาสนจักร มีความเป็นไปได้หลายรูปแบบของฆราวาสที่จะรับปฏิบัติจิตตารมณ์หลากหลาย โดยเฉพาะผู้ที่ติดต่อสัมพันธ์กับสถาบันนักบวช คณะและแขวงต่างๆ มีผืนนาพิเศษที่จะพัฒนาจิตตารมณ์ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมและธรรมประเพณีของสถานที่ แต่ต้องระลึกเสมอถึงคุณลักษณะสำคัญของจิตตารมณ์มงฟอร์ต


7.7 เกณฑ์และแนวทางปฏิบิตสำหรับ Associate
ศูนย์กลางได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ของการก่อตั้ง Associate กล่าวถึงเป้าหมาย เกณฑ์ของการเป็นสมาชิก หน้าที่ของคณะต่อสมาชิก Associate และแนวทางปฏิบัติทั่วๆ ไป จำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญเพราะว่ามันเกี่ยวข้องและมีความหมายมาก


7.7.1 เป้าหมายของ Associate

  1. ดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์มงฟอร์ต
  2. ประกาศให้รู้
  3. เผยแพร่
  4. ร่วมมือกับภราดาในพันธะกิจ โดยเฉพาะเรื่องยุติธรรม สันติภาพ (สิ่งแวดล้อม)


7.7.2 เกณฑ์ของการเป็นสมาชิก Associate

 

  1. ดำเนินชีวิตตามพระวรสารและดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
  2. ประทับใจจิตตารมณ์มงฟอร์ตโดยเฉพาะความศรัทธาต่อพระแม่
  3. พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม
  4. พร้อมอุทิศตนในพันธะกิจอย่างน้อยทางคำภาวนา ในกรณีที่มีขีดจำกัด
  5. เข้าเป็นสมาชิกสมาคมโดยพิธีทางการ ตามขั้นตอนของกฎ หรือดีกว่านั้นโดยการถวายตนทั้งครบแด่พระเยซูเจ้าผ่านทางพระแม่ ตามคำสอนของมงฟอร์ต
  6. จ่ายค่าสมาชิกเพื่อช่วยกลุ่มตัวเองให้อยู่ได้


7.7.3 หน้าที่ของคณะต่อสมาชิก Associate


  1. ให้การฝึกอบรมฝ่ายจิต
  2. ให้การสนับสนุนและติดตาม
  3. จัดการประชุมสม่ำเสมอ
  4. ส่งเอกสารเพื่อการไตร่ตรองและเสริมศรัทธา ความเชื่อ
  5. ให้การอบรมและข้อมูลที่จำเป็นต่อชีวิตของกลุ่ม


7.7.4 แนวทางปฏิบัติทั่วไป

  1. ส่งเสริมให้พวกเขามีความผูกพันอย่างจริงใจ เริ่มที่การแบ่งปัน จิตตารมณ์ คุณลักษณะเฉพาะ พันธะกิจและวิสัยทัศน์
  2. สร้างวิสัยทัศน์ การแบ่งปันคุณลักษณะพิเศษเป็นเครื่องหมายว่าพระจิตทรงดำเนินงานในโลก การทำงานร่วมกันของนักบวชและฆราวาสเป็นนิมิตหมายแห่งการเวลา มีความต้องการรีบด่วนในการเผยแพร่วิสัยทัศน์นี้
  3. เตรียมวิทยากรจากภราดาและฆราวาส ที่สามารถถ่ายทอดคุณลักษณะเฉพาะแก่คริสตชน เพื่อว่าให้รู้เกี่ยวกับชีวิตมงฟอร์ต คุณลักษณะเฉพาะ จิตตารมณ์ของท่าน เพื่อจะได้เลียนแบบ
  4. ฝึกอบรมจิตตาภิบาล เพื่อหล่อเลี้ยงสมาชิก Associate แขวงต้องเฟ้นตัว ฝึกอบรม และแต่งตั้งจิตตาภิบาล/ ผู้ให้การอบรม จิตตาภิบาลต้องเป็นภราดา ที่มีความรู้และมีประสบการณ์คุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์ หน้าที่แรกของจิตตาภิบาลคือการให้คำแนะนำ กลุ่มฝ่ายจิต ให้กำลังใจ และดูความสัตย์ซื่อของกลุ่มต่อคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์มงฟอร์ต
  5. อาจมีสำนักเลขาธิการระดับสากลที่โรมเพื่อประสานงาน

7.7.5 มงฟอร์ตคาเบรียล Associate และคนต่างศาสนา
มีหลายคนและผู้ร่วมงานที่เป็นคนต่างศาสนาได้แสดงความกระตือรือร้นและความพร้อม ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสมาพันธ์มงฟอร์ต ในเอเชียผู้คนนับถือศาสนาต่างๆ การดำเนินชีวิตและธรรมประเพณี ชี้ให้เห็นว่าชนเอเซียเคารพศาสนาอื่น เราควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร เพราะพวกเขามีจำนวนมากกว่าคาทอลิกและคริสเตียน ในแขวง ในสถาบันและในพันธะกิจของเรา พวกเขาจะร่วมงานกับเราแบบไหน เขาจะร่วมสวดภาวนากับ Associate และดำเนินชีวิตคุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์มงฟอร์ตอย่างไร ควรมีโครงสร้างอีกแบบหนึ่งไหม พวกเขาปรารถนาที่อยู่ในโครงสร้างเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในเรื่องความเชื่อถือ และไม่การแยกพวกเขาออกไป ในสถาบัน/ศูนย์/สถานที่ประกอบพันธะกิจ เหล่านี้คือคำถามบางข้อที่เราต้องขบคิด ความเห็นทั่วไปคือ เนื่องจากการก่อตั้ง Associate ยังเพิ่งเริ่มในหลายๆ แขวง น่าจะปล่อยให้เดินไปสักพักหนึ่ง จนกระทั่งมีการเรียกร้องอย่างดังจากบุคคลต่างศาสนา ศูนย์กลางคงส่งเสริมให้แขวงสรรหาโครงสร้างที่เหมาะสม เป็นการดีที่แขวงเอเชียจะร่วมกันถกเรื่องนี้

 

8. Collaborators
8.1 Collaborators คือใคร
Collaborators คือผู้มีน้ำใจดี ประสงค์ร่วมงานกับคณะภราดา (พันธะกิจ) อาจมีวิสัยทัศน์คริสตชน/มงฟอร์ต/คุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์ เหมือนคณะภราดาหรือไม่มีก็ได้ สิ่งที่รวมเป็นหนึ่งคือเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของพันธะกิจดีงามทีทำอยู่ คงรวมเจ้าหน้าที่ พนักงาน อาสาสมัคร Collaborators อาจเป็นคาทอลิกหรือต่างศาสนา อาจเป็น/ไม่เป็นนักบวชชายหญิงก็ได้

 

การร่วมมือกับฆราวาสในการแบ่งปันคุณลักษณะเฉพาะของคณะ คือก้าวแรกที่จะทำให้ Partnership สำเร็จไป ทุกคนที่มีน้ำใจดีมาร่วมได้ ศาสนาไม่เป็นอุปสรรค ผู้ร่วมงานหลายคนชอบมิติมนุษย์ของคุณลักษณะเฉพาะมงฟอร์ตที่เอาใจใส่คนจนและคนที่สังคมทอดทิ้ง พวกเขาพร้อมที่จะอุทิศตนในโครงงานการศึกษาที่มุ่งส่งเสริม ความยุติธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม


8.2 ใครสามารถเป็น Collaborators ในงานธรรมทูต
Collaborators คือบุคคลที่

 

  1. สมัครเข้ามาร่วมโครงงานของคณะฯ
  2. มุ่งมั่นส่งเสริมโครงงานของคณะฯ/แขวง
  3. ทุ่มเทต่อพันธะกิจมอบหมาย
  4. พร้อมร่วมกิจกรรมของคณะฯ/แขวง (ฝึกอบรม ทำงานกับคนจน คนที่สังคมทอดทิ้ง)
  5. ทำงานเป็นทีมได้
  6. ทำแบบให้เปล่า
  7. มีศีลธรรมคุณธรรม

 

8.3 แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม


8.3.1 การฝึกอบรม Collaborators ในมิติพันธะกิจ

  1. เฟ้นตัว ฝึกฝน วิทยากร (นักบวชหรือฆราวาส) ที่สามารถถ่ายทอดคุณลักษณะเฉพาะมงฟอร์ตเซนต์คาเบรียลด้านการศึกษา
  2. ฝึกฝนสมาชิกให้อุทิศตนด่อพันธะกิจ บนพื้นฐานของความสมัครใจ
  3. จัดโปรแกรมฝึกอบรมการศึกษามงฟอร์ตคาเบรียล เพื่อส่งเสริมยุติธรรม สันติภาพและบูรณกาลของสิ่งแวดล้อม
  4. สร้างและอภิบาลกลุ่มเยาวชนมงฟอร์ตคาเบรียล
  5. ฝึกอบรมและเตรียมฆราวาสให้รับผิดชอบในสถาบัน
  6. ช่วยและสนับสนุนฆราวาสที่ร่วมรับผิดชอบอยู่แล้ว


8.3.2 แนวทางเป็นไปได้ในการร่วมมือกัน

  1. ศูนย์กรุงโรม/แขวงแสวงหาอาสาสมัครและส่งไปยังแขวงตามข้อตกลงกับเจ้าคณะฯ
  2. อาสาสมัครต่างแดนจะผ่านการประสานงานจากศูนย์กรุงโรม
  3. ศูนย์กรุงโรมจะจัดเตรียมแหล่งรวมข้อมูลต่างๆ ที่แขวงจะนำมาประยุกต์ใช้ และจัดหาข้อมูลจิตวิทยาการเรียนการสอน
  4. จัดทำเว็บสำหรับ Partnership และประชาสัมพันธ์ความร่วมมือนี้ในพันธะกิจ
  5. จัดตั้งเอ็นจีโอในที่ที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับสังคม
  6. จัดตั้งคณะกรรมาธิการฝ่ายการศึกษา (ในทุกแขวง) โดยมีภราดาเป็นผู้เรียกประชุม/ประธาน ภราดา ฆราวาสผู้ร่วมงาน และนักเรียนถ้าเป็นไปได้ให้ร่วมกันคิดในการจัดกิจกรรมต่างๆ
  7. สถาบันของแขวงควรตระหนักถึงการให้บริการและการอุทิศตนของ Collaborators ด้วยวิธีการที่เหมาะสม การตระหนักถึงนี้ ย่อมหมายถึงข้อผูกมัดจากฝ่ายผู้ร่วมงานต่อสถาบันด้วย
  8. ฆราวาสผู้ร่วมงานที่ขยันขันแข็ง แสดงเจตจำนงที่จะรับภาระและดำเนินชีวิตตามคุณลักษณะเฉพาะมงฟอร์ตคาเบรียล น่าจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสถาบันของภราดา การแต่งตั้ง บทบาท ระยะเวลา สิทธิ์และหน้าที่ของผู้ร่วมงานและของสถาบัน ต้องมีการแจงออกมาก่อนการมอบหมาย


9. เครือข่าย
สารของสมัชชาที่ 29 เสนอเครือข่ายให้เป็นวิธีการพัฒนา Partnership สิ่งนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อเราต้องการอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม สันติภาพและ บูรณากาลของสิ่งสร้าง
การมีเครือข่ายจำเป็นและสำคัญเพื่อพัฒนา Partnership จะช่วยเราทำงานร่วมกันกับกลุ่มอื่นๆ ในวัด กลุ่มชน สังคม เอ็นจีโอและกับรัฐบาลระดับต่างๆ ทำให้การแบ่งปันประสพการณ์ระหว่างสถาบันคาเบรียลและสร้างสายสัมพันธ์ที่เข็มแข้ง ผ่านทางเครือข่ายนี้เรามั่งคั่งขี้นจากจิตตารมณ์ของคนอื่น ระดับท้องถิ่นหรือนานาชาติ


9.1 ข้อเสนอของสมัชชาใหญ่ที่ 29 เกี่ยวกับเครือข่าย

  1. เท่าที่เป็นไปได้ ทุกระดับของคณะ จะให้มีโครงสร้างที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานร่วมกันด้านยุติธรรม เราจะทำงานร่วมกับครอบครัว มงฟอร์ต คณะนักบวชกลุ่มอื่นๆ ฆราวาส และคนต่างศาสนา (2.1)
  2. เมื่อโอกาสและสถานที่อำนวย เราจะมีโครงสร้าง (เอ็นจีโอ หรือรูปแบบอื่นที่มีการยอมรับ) ที่จะทำงานร่วมกับองค์กรภายในและนอกประเทศ (ยูเอ็น หรือองค์กรที่มีการยอมรับ) เพื่อความยุติธรรมในสังคม (2.3)
  3. จัดตั้งเครือข่ายของสถาบันคาเบรียลเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในด้านการศึกษา (2.4)
  4. จัดตั้งคณะกรรมาธิการสากล “Partnership และภราดา” เพื่อกำหนดต้นฉบับอ้างอิง เครือข่าย โครงสร้างและแรงสนับสนุน (2.5 มองข้างหน้าถึงสมาพันธ์มงฟอร์ตคาเบรียล)
  5. เพื่อประสานกับเครือข่ายสากล ในแต่ละแขวงคณะกรรมาธิการเสนอแผนปฏิบัติเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตจิต การแบ่งปันประสบการณ์ โครงงานการศึกษามงฟอร์ต และการฝึกอบรมจิตตารมณ์มงฟอร์ต


9.2 แนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้

  1. มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ในการสร้างเครือข่าย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงงานการศึกษามงฟอร์ต พร้อมเผยแพร่
  2. มีการปฏิบัติแบบสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อติดต่อกับเพื่อน/เอ็นจีโอ/องค์กร ระดับแขวง/ แขวงต่อแขวง/ สากล เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพ

 

10. บัญญัติศัพท์

  1. Partnership ความสัมพันธ์ระหว่างภราดากับฆราวาสที่มีส่วนร่วม ใครก็ได้ มุ่งที่ความดียิ่งขึ้นของสังคม พระศาสนจักร เพื่อพระอาณาจักรพระเจ้าเป็นจริงเร็วขึ้น
  2. Associate คือบุคคลที่ปรารถนาดำเนินชีวิตคุณลักษณะเฉพาะของคณะใดคณะหนึ่ง ในมิติจิตและพันธะกิจ ยังพร้อมประกาศให้ผู้อื่นรู้ และเผยแพร่ อาจเป็นบุคคลที่ร่วมงานกับสมาชิกคณะในด้านพันธะกิจ โดยเฉพาะงานที่คณะมุ่งกระทำเป็นพิเศษ
  3. Collaborator ผู้มีน้ำใจดีทุกคนที่ต้องการร่วมงานกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียลในพันธะกิจการให้การศึกษา เขาอาจมีวิสัยทัศน์คริสตชน /มงฟอร์ต/ คุณลักษณะเฉพาะและจิตตารมณ์ แต่ไม่บังคับ
  4. Laity กฏหมายพระศาสนจักรนิยามว่า บุคคลเหล่านั้นที่เป็นหนึ่งกับพระคริสต์โดยทางศีลล้างบาป และดังนั้นก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นประชากรพระเป็นเจ้า มากกว่านั้นพวกเขา มีส่วนร่วมในการเป็นสงฆ์ ประกาศก และกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติภารกิจประกาศข่าวดี ที่พระเป็นเจ้าได้ทรงมอบให้กับพระศาสนจักร ตามสถานะภาพ (กฎหมายพระศาสนจักร 204) พระศาสนจักรยังกล่าวถึงฆราวาสว่า พวกเขาไม่อยู่ในฐานันดรศักดิ์
  5. Religious Life คือพวกได้ปฏิญาณตนในพระศาสนจักร ชายหญิงที่ต้องการดำเนินชีวิตเลียนแบบพระเยซูเจ้าอย่างใกล้ชิด อย่างเสรี ปฏิบัติข้อแนะนำพระวรสาร ภายใต้การดลใจของพระจิตเจ้า รับพระพรหลากหลาย พวกเขาติดตามพระเยซูเจ้าที่ถือชีวิตสมถะ ความนบนอบแม้กระทั่งต้องตาย ความบริสุทธิ์แบบไม่แต่งงาน และพวกเขาดำเนินชีวิตเพื่อพระคริสต์และพระกายของพระองค์ พระศาสนจักร
  6. Montfortian Gabrielite Partnership คือสมาคมของบุคคลที่รับการชักจูงจากพระจิตเจ้าและแรงบันดาลใจจากคุณลักษณะเฉพาะของมงฟอร์ต พร้อมมีความสัมพันธ์ ร่วมงานกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียล และดำเนินชีวิตภายใต้กรอบนี้ตามสถานะของตน พร้อมจุ่มลึกในค่านิยมมงฟอร์ต วิสัยทัศน์การให้การศึกษามงฟอร์ต และแบ่งปันกับผู้อื่น เป้าหมายสุดท้ายของสมาคมคือ การสร้างโลกที่ยุติธรรมและสมานฉันท์ เพื่อว่าทุกคนดำเนินชีวิตเยี่ยงบุตรพระเจ้า
  7. Montfortian Gabrielite Associate คือบุคคลที่ปรารถนาดำเนินชีวิต คุณลักษณะเฉพาะในมิติจิตและพันธะกิจ นอกนั้นยังต้องป่าวประกาศและเผยแพร่จิตตารมณ์นี้ เขาอาจร่วมกับภราดาในด้านพันธะกิจ โดยเฉพาะในด้านการศึกษา สันติภาพและความยุติธรรม
  8. Spirituality คือวิถีชีวิตดำเนินในและพร้อมกับพระจิตเจ้า เป็นวิถีชีวิตชักนำและฟื้นฟูโดยพระจิตของพระเจ้า ไม่ขีดกำจัดภายใต้พิธีกรรมและกฎเกณท์เท่านั้น อยู่เหนือกิจศรัทธาและกิจกรรม แต่ครอบคลุมทุกส่วนของชีวิต

 

เกริ่นนำ
ในการแปล Partnership: General Guidelines, March 2009 ผู้แปลพยายามถอดความให้ใกล้ต้นฉบับที่สุด ซึ่งบางครั้งหมายความว่า จะไม่แปลคำต่อคำ หรือประโยคต่อประโยค ประโยค passive อาจแปลเป็น active บางครั้งท้ายประโยคต้นฉบับ กลับเป็นต้นประโยคของการถอดความ บางทีก็เอาความหมายรวม เพื่อความเข้าใจ มากกว่าการแปลเรียงประโยค อย่างไรก็ดีจะมีการยึดต้นฉบับเดิมเป็นหลักให้มากที่สุด

 

ศัพท์อังกฤษสำคัญของต้นฉบับยังคงไว้เช่นเดิม เช่น partnership, associates, collaborators etc. ผู้แปลไม่ใช่อาจารย์ภาษาไทย คงต้องพึ่งบุคลากรที่รอบรู้ทางนี้

 

เมื่อหลายคนได้อ่านและเทียบต้นฉบับภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กันน่าจะมีข้อเสนอแก้ไขอีก ต้นฉบับภาษาอังกฤษคงขอได้จากศูนย์กลางมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
สิ่งดีงามต่างๆ ที่จะตามมาหลังการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ขอมอบให้กับทุกคนที่ยังจงรักภักดีต่อพระเยซูเจ้า ตามวิถีชีวิตมงฟอร์ต คุณลักษณะพิเศษและจิตตารมณ์ของท่านนักบุญจะดำรงอยู่ต่อไป ถ้ามีการซึมซับอย่างลึกซึ้งลงในจิตใจ และแสดงออกทางกิจการ

 

ด้วยความปรารถนาดี

ภราดาอำนวย ยุ่นประยงค์
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
กุมภาพันธ์ 2010

 


Launched Montfortian.com @ Jan 20,2010 : 9:19 PM | Best view IE 7 and up, Safari, Google Chrome
Copyright © by Montfortian Associates Group 3 | www.Monfortian.com | All right reserved.
Design by Wholeinone Creative Company Limited